วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

จดหมายเปิดผนึก ฉบับที่ 3/2557 เรื่อง ภารกิจแห่งชาติอันยิ่งใหญ่ของ คสช. และความดีของ คสช.

จดหมายเปิดผนึก
ฉบับที่ 3/2557
ถึงสภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

"เรื่อง ภารกิจแห่งชาติอันยิ่งใหญ่ของ คสช. และความดีของ คสช."

เมื่อ คสช. เข้าควบคุมอำนาจอธิปไตยทั้งสิ้น เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จึงเป็นองค์รัฎฐาธิปัตย์(The Sovereign)สูงสุด สามารถยุติสถานการณ์อนาธิปไตยสุดขีด(Hyper Anarchism) ที่กำลังจะพัฒนาไปสู่มิคสัญญีกลียุคและสงครามกลางเมือง(Civil War) ซึ่งจะเป็นการปฏิวัติรุนแรงของคอมมิวนิสต์ในที่สุด โดยได้ทำลายสิ่งที่เป็นภัยของชาติและประชาชนดังต่อไปนี้...

1. ระบอบเผด็จการรัฐสภาทุนผูกขาดสามานย์ ดังนี้ คือ...
- ยกเลิกรัฐสภา
- ยกเลิกรัฐบาล
- ยกเลิกรัฐธรรมนูญ
- ยกเลิกพรรคการเมือง
- ยกเลิกมวลชนเผด็จการ เช่น นปช. กปปส. และการหยุดงานแบบเผด็จการของกรรมกรรัฐวิสาหกิจที่รักษาระบอบเผด็จการ ไม่ได้หยุดงานทั่วไปสร้างประชาธิปไตย

2. ทำลายการรุกรานแทรกแซงกิจกิจการภายใน(Internal Affair)ของไทยจากต่างชาติ ผ่านพรรคเผด็จการ ผ่านรัฐบาลและรัฐสภาเผด็จการ ผ่านพรรคเผด็จการ ผ่านมวลชนเผด็จการ ผ่านกฎหมายเผด็จการ ฝ่ายนโยบายเผด็จการ ผ่านวิธีคิดเผด็จการที่ถูกโค่นลงไปโดย คสช. เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2557

3. ทำลายแนวร่วม(United Front)ของคอมมิวนิสต์ได้ระดับหนึ่ง เพราะคอมมิวนิสต์ทำแนวร่วมทั้งแนวร่วมแห่งชาติกับเผด็จการรัฐสภาภายในประเทศ และทำลายแนวร่วมประชาชาติ(International United Front)กับต่างชาติภายนอกประเทศ

คสช.กระทำการดังกล่าวอย่างสันติวิธีและใช้กฎหมายดำเนินการ...จึงไม่ใช่การกระทำรุนแรงแต่อย่างใดและไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใดทั้งสิ้น...คสช.จึงทำตามแนวทางสันติเช่นเดียวกับขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ และสภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ อย่างเป็นไปเอง นั่นเอง ตามที่เรายืนหนังสือต่อกองทัพแห่งชาติ โดยสภาประชาชนแห่งชาติเมื่อ 8-9 เดือนที่ผ่านมาก(สภาสนามหลวง) และได้ยืนไว้โดยคณะธรรมยาตรากอบกู้รักษาผืนแผ่นดินไทยในกรณีเขาพระวิหาร-มณฑลบูรพาเมื่อประมาณ 1-2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็คือการปฏิบัตินโยบาย 66/23 อย่างเป็นไปเอง นั่นเอง คสช. และกองทัพแห่งชาติ คสช.จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม

กองทัพแห่งชาติ ได้ก่อตั้งพรรคการเมืองตามธรรมชาติและตามกฎหมายสูงสุด(Supreme Law)คือ.."ความมั่นคงแห่งชาติเป็นกฎหมายสูงสุด" เข้ากุมรัฐเพื่อต่อสู้กับเผด็จการรัฐสภา และคอมมิวนิสต์มา 3 ครั้งแล้ว คือ...
- รสช. เมื่อปี 2534
- คมช. เมื่อปี 2549
- คสช. เมื่อปี 2557
แต่ก็ล้มเหลวมา 2 ครั้งแล้ว...แต่ครั้งที่ 3 โดย คสช.นี้ยังไม่แน่ว่าจะล้มเหลวหรือสำเร็จ...ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสถานการณ์ที่พัฒนาไป และความถูกต้องของ คสช.เองเป็นสำคัญ

เมื่อได้เข้าควบคุมอำนาจการปกครองซึ่งมีผลดังกล่าวข้างต้นนี้แล้ว...ขั้นตอนต่อไปว่าจะรักษาสถานการณ์สันติภาพไว้ได้หรือไม่หรือจะมีชัยชนะต่อเผด็จการรัฐสภา เผด็จการคอมมิวนิสต์ในรูปของแนวร่วมฯ เผด็จการต่างชาติในที่สุดหรือไม่ ???...ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขชี้ขาดดังต่อไปนี้...

1.) คสช.ยึดถือแนวทางถูก..หรือ..แนวทางผิด ระหว่างแนวทาง ร.5 - ร.7 นโยบาย 66/23 "ลัทธิประชาธิปไตย" ที่เป็นแนวทางที่ถูกต้อง เช่นเดียวกับทหารประชาธิปไตย...หรือ...คสช.จะยึดถือแนวทางของคณะราษฎร "ลัทธิรัฐธรรมนูญ" อันเป็นลัทธิเผด็จากการ ซึ่งเป็นแนวทางผิดที่ดำเนินมาเป็นเวลาถึง 81 ปีตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองฯ 24 มิถุนายน 2475 เช่นเดียวกับ รสช.และ คมช. และคณะรัฐประหารทุกคณะในอดีต

2.) สร้างประชาธิปไตย หรือ สร้างรัฐธรรมนูญ
- สร้างประชาธิปไตย ด้วยการตั้งการปกครองเฉพาะกาล(Provisional Government) ที่ประกอบด้วย..."สภาสร้างประชาธิปไตยที่มีผู้แทนเขตและผู้แทนอาชีพอย่างกว้างขวางที่สุด..และ..รัฐบาลเฉพาะกาลที่มีนโยบายสร้างประชาธิปไตย"
- คสช.ยกระดับเป็น.."พรรคปกครองที่เป็นพรรคของประชาชนประชาธิปไตยหรือพรรคมวลชน" โดยมีงานทางการเมืองคือ.."นโยบายสร้างประชาธิปไตย" และมีงานทางการจัดตั้งคือ "จัดตั้ง คสช.ตำบล คสช.อำเภอ คสช.จังหวัด คสช.แห่งชาติ"
- คสช.ให้ประชาชนสมัครเป็นสมาชิกทั่วทั้งประเทศอย่างกว้างขวางที่สุด ยิ่งมากเท่ายิ่งดี ถ้าทั้งประเทศยิ่งดีที่สุด
- ร่างนโยบายของ คสช. อันเป็นนโยบายสร้างประชาธิปไตยก่อนสิ่งอื่นทั้งสิ้น ไม่ใช่ร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวก่อนสิ่งอื่นทั้งสิ้นดังเช่น รสช. และ คมช. รัฐธรรมนูญชั่วคราว(เฉพาะกาล)หรือรัฐธรรมนูญฉบับถาวร เอาไว้ภายหลังเมื่อมีเหตุปัจจัยเงื่อนไขเหมาะสมเพียงพอ เพราะเราจะต้องสร้างประชาธิปไตยให้แล้วเสร็จก่อนเป็นขั้นตอนแรกๆ แล้วจึงสร้างรัฐธรรมนูญมาสะท้อนภาพรักษาประชาธิปไตยที่สร้างเสร็จแล้วไว้ต่อไปตามกฎเกณฑ์ ตามหลักวิชาการที่ถูกต้องแล้ว...จะต้อง.."ใช้นโยบาย(Policy)สร้างประชาธิปไตยก่อน"...แล้วจึง..."ใช้รัฐธรรมนูญร่างรักษาประชาธิปไตย" ไว้ต่อไปภายหลัง นโยบายมาก่อนรัฐธรรมนูญ การเมืองมาก่อนกฎหมาย กฎหมายรับใช้การเมือง ดังคำกล่าวว่า..."Social change, Law change"...!!! (สังคมเปลี่ยนกฎหมายจึงเปลี่ยนตาม) ไม่ใช่เอากฎหมายมาเปลี่ยนสังคม หรือเอากฎหมายมาสร้างประชาธิปไตย ที่เคยผิดพลาดซ้ำรอยประวัติศาสตร์ตลอดมา แต่อย่างใดทั้งสิ้น

3. สร้างประชาธิปไตยตามนโยบายสร้างประชาธิปไตย ของ คสช. ที่กุมรัฐบาลเฉพาะกาลและกุมรัฐสภาเฉพาะกาลและกุมกองทัพให้ทำตามนโยบายสร้างประชาธิปไตยให้แล้วเสร็จ ซึ่งเป็นภารกิจในระยะเปลี่ยนผ่าน(Transition Period) ซึ่งจะใช้เวลาช้าหรือเร็วอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับความสำเร็จของภารกิจสร้างประชาธิปไตย ถ้าสำเร็จเร็วก็ใช้เวลาไม่ยาวประมาณ 5 ปี แต่ถ้าสำเร็จช้าด้วยความไม่เข้าใจหรือถูกต่อต้านก็จะใช้เวลาทอดยาวนานออกไปอีกเป็น 10 ปี หรือมากกว่านั้น ดังนั้น เวลาการดำรงอยู่ของ คสช.และรัฐบาล-รัฐสภาเฉพาะกาลขึ้นอยู่กับความสำเร็จของภารกิจเป็นสำคัญชี้ขาด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสร้างรัฐธรรมนูญหรืออะไรทั้งสิ้น การใช้เวลา 1 ปีครึ่งของ คสช.คือการสร้างรัฐธรรมนูญอย่างเดียว แต่ไม่มีการสร้างประชาธิปไตยซึ่งต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม-วัฒนธรรมอย่างทั่วด้าน ซึ่งจะต้องใช้เวลาตั้งแต่ 5 - 20 ปีโดยประมาณหรือมากกว่านั้น ดังเช่น การสร้างประชาธิปไตย หรือการปฏิวัติประชาธิปไตย(Democratic Revolution)ทั่วโลก ดังนั้น จึงขาดขั้นตอนสร้างประชาธิปไตย(Missing Link) ถ้าไม่ได้ทำขั้นตอนสร้างประชาธิปไตย จะทำขั้นตอนอื่นๆมากเท่าใด ก็เหมือนไม่ได้ทำอะไรเลย นั่นเอง

4. สร้างรัฐธรรมนูญ ด้วยสภาร่างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย...เพื่อสะท้อนภาพประชาธิปไตยที่สร้างเสร็จแล้วไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อรักษาประชาธิปไตยไว้ต่อไป "รัฐธรรมนูญคือภาพสะท้อนของระบอบ"(Reflection of Regime) จึงต้องสร้างระบอบประชาธิปไตยของรัฐก่อน...แล้วจึงร่างรัฐธรรมนูญมากสะท้อนภาพรักษาประชาธิปไตยไว้ต่อไป ดังเช่นการร่างรัฐธรรมนูญของประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก ดังนั้น มรรควิธีการร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกต้องคือง.."สร้างประชาธิปไตยให้แล้วเสร็จ...แล้วร่างรัฐธรรมนูญมาสะท้อนภาพและรักษาประชาธิปไตยที่สร้างเสร็จแล้วดำรงอยู่จริงแล้ว(Existence)ไว้ต่อไป" ไม่ใช่ไปใช้มรรควิธีที่ผิดคือ..."ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างประชาธิปไตย" ที่ผิดพลาดมาโดยตลอด จึงทำให้สร้างประชาธิปไตยไม่สำเร็จล้มเหลวตลอดมา เป็นเหตุให้ไทยมีรัฐธรรมนูญมากมายที่สุดในโลกถึง 18 ฉบับ แต่ไม่มีประชาธิปไตยเลย และ คสช.กำลังจะสร้างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 19 และจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้าย หรือจะถูกเลิกไปอีกแล้วมีรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ต่อไปไม่รู้จบ ก็ขึ้นอยู่กับว่า "คสช.ใช้มรรควิธีการร่างรัฐธรรมนูญแบบใด..???" ระหว่างสร้างประชาธิปไตยก่อนร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกต้อง หรือ สร้างประชาธิปไตยด้วยการร่างรัฐธรรมนูญที่ผิดพลาดที่เป็นอวิชชาอย่างร้ายแรง

5. เปิดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปแบบประชาธิปไตย(Democratic General Election) ภายใต้โครงสร้างประชาธิปไตยอย่างทั่วด้านที่สร้างเสร็จแล้ว อันเป็นการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง หรือการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย ก็จะทำให้ได้ผู้แทนปวงชนชาวไทยที่แท้จริง จะมีรัฐสภาและรัฐบาลประชาธิปไตยเข้ารับหน้าที่จาก คสช.และ รัฐบาลเฉพาะกาลและรัฐสภาเฉพาะกาล ทำการบริหารราชการแผ่นดินตามครรลองประชาธิปไตย และวิถีทางกฎหมายประชาธิปไตย ต่อไป

6. เมื่อภารกิจสร้างประชาธิปไตยเสร็จสิ้นแล้ว...ก็ยุบเลิก รัฐบาลและรัฐสภาเฉพาะกาล และ คสช.ต่อไป คสช.ก็จะกลายเป็นพรรคการเมืองประชาธิปไตย เข้าร่วมการเลือกตั้งทั่วไปแข่งขันกับพรรคอื่นๆ เพื่อขึ้นปกครองประเทศภายใต้โครงสร้างประชาธิปไตยอย่างทั่วด้านต่อไป พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เป็นหัวหน้าพรรคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(พรรค คสช.) ต่อไป และมีความเป็นผู้นำแห่งชาติ(National Leader) หรือเป็นรัฐบุรุษ(State man)ที่ยิ่งใหญ่แท้จริงตลอดไป

7. ถ้า คสช.ทำเช่นนี้...ก็จะมีชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดยั่งยืนตลอดไป สามารถทำการปฏิวัติสันติครั้งแรกของโลก(Peaceful Revolution) และรักษาสถาการณ์สันติภาพไว้ได้ตลอดไป และจะกลายเป็นสันติภาพถาวร(Lasting Peace) ทั้งในประเทศไทยและโลก

แต่ถ้า คสช.เดินแนวท่างอื่น ก็จะเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของแนวทางผิดที่ผ่านๆมาในอดีตเช่น รสช.และคมช. ก็จะล้มเหลวเช่นเดียวกันเป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอย่างน่าเสียดายยิ่ง (History repeated it-self) คสช.กำลังจะพิสูจน์สัจธรรมนี้ เพราะสัจธรรมมีหนึ่ง(Truth is one)...!!!

ขอให้ คสช.และประเทศไทยและประชาชนไทยทุกคน จงโชคดี...!!!

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง
คณะวิชาการและยุทธศาสตร์และการจัดตั้ง
องค์การนำใหม่สภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ
ขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ
วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2557
(นายสมาน ศรีงาม โทร. 0898860868)

จดหมายเปิดผนึก ฉบับที่ 4/2557 เรื่อง คสช. อย่าตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของเผด็จการรัฐสภาอีกปีกหนึ่ง รีบสร้าง คสช. รัฐสภา รัฐบาล ประเทศใ ห้เป็นของประชาชนคนทั้งประเทศ ก่อนจะถูกทำลายให้พังไปดังเช่น รสช. และ คมช. เพื่อชัยชนะเด็ดขาดของ คสช.ตลอดไป

จดหมายเปิดผนึก
ฉบับที่ 4/2557
ถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

"เรื่อง คสช. อย่าตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของเผด็จการรัฐสภาอีกปีกหนึ่ง รีบสร้าง คสช. รัฐสภา รัฐบาล ประเทศใ ห้เป็นของประชาชนคนทั้งประเทศ ก่อนจะถูกทำลายให้พังไปดังเช่น รสช. และ คมช. เพื่อชัยชนะเด็ดขาดของ คสช.ตลอดไป"

ตามที่ข่าวของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ที่ว่า “นิพิฏฐ์” เชียร์ ประยุทธ์” นั่งนายกฯ ใช้อำนาจเด็ดขาด แก้ปัญหาประชาชน..." เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2557 นั้น (http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?newsid=9570000063854)

นี่คือธาตุแท้ของเผด็จการรัฐสภาอีกปีกหนึ่ง...ยุให้ทหารทำรัฐประหารเป็นเครื่องมือของตนเองโค่นล้มศัตรูทางการเมืองให้แก่ตัวเองตั้งแต่ รัฐประหารผิน-เผ่า ปี พ.ศ. 2490 (ที่ ปชป.ต่อสู้กันในสภาฯกับรัฐบาลเสรีไทยที่นำโดยนายกฯลิ้นทอง พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อภิปราย 7 วัน 7 คืน ลงมติรัฐบาลชนะ ปชป. แพ้...และได้ยุให้ทหารทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลเสรีไทย และก็ทำเช่นนี้มาโดยตลอด เล่นงานอาจารย์ปรีดี เช่น วางแผนตะโกนในโรงหนังเฉลิมไทยว่า.."ปรีดีฆ่า่ในหลวง" และหลอกลวงประชาชนว่า..."ระบอบเผด็จการรัฐสภา..คือ..ระบอบประชาธิปไตย"..โดยเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2492 ว่า.."ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ" จนเกิดความเห็นผิดมิจฉาทิฎฐิครอบงำคนไทยตลอดมาว่า.."เผด็จการรัฐสภา..คือ..ประชาธิปไตย" ขัดขวางการสร้างประชาธิปไตยตลอดมา และรักษาระบอบเผด็จการรัฐสภาไว้ให้ทำลายชาติและทำร้ายประชาชนให้พินาศหายนะล่มจมและอดอยากยากจนข้นแค้นแสนสาหัส "สิ้นชาติ สิ้นคน" เช่น สถานการณ์ปัจจุบัน

นี่ก็หลอกให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา คสช. ให้ใช้อำนาจเล่นงานทำลายศัตรูตัวเองให้เต็มที่...แล้วทำลายลงเสียไปพร้อมๆกัน ตามภาษิตที่ว่า.."เสร็จนาฆ่าโคทึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล"

และหนักหนาสาหัสยิ่งกว่านั้นคือ..."หลอกให้พลเอกประยุทธิ์ พังทางการเมือง...โดยไม่ยอม..สร้างอำนาจอธิปไตยให้เป็นของปวงชนชาวไทย...โดยการตั้งสภาประชาชนและรัฐบาลเฉพาะกาลปฏิบัตินโยบายยกเลิกเผด็จการรัฐสภา สร้างระบอบประชาธิปไตย...เพื่อให้ คสช.รักษาระบอบเผด็จการรัฐสภาไว้ให้เผด็จการรัฐสภาอีกปีกหนึ่งต่อไป...คสช.ก็จะพังไปเพราะใช้ระบอบเผด็จการหรือใช้อำนาจอธิปไตยของคนส่วนน้อยเข้าแก้ปัญหาประเทศชาติและปัญหาประชาชนที่ใหญ่หลวง...ที่จะต้องใช้อำนาจประชาชนเท่านั้นที่จะมีความเข้มแข็งพอจะแก้ปัญหาชาติและประชาชนได้...เมื่อ คสช.ใช้อำนาจคนส่วนน้อยที่ยึดมานั้นไปทำลายศัตรูทางการเมืองให้เผด็จการรัฐสภาอีกปีกหนึ่ง และไปแก้ปัญหาชาติและประชาชน...ก็จะเป็นหนังหน้าไฟและล้มเหลวพังไปในที่สุด...พลเอกประยุทธ์ คสช.ก็จะตกเป็นจำเลย หรือเป็นผู้ผิด "แพะรับบาป" หรือเป็นศัตรูกับศัตรูทางการเมืองของเผด็จการรัฐสภาอีกปีกหนึ่งแทน...พลเอกประยุทธิ์ คสช. ไม่มีประชาชนเป็นหลังพิง หรือไม่ได้เอาอำนาจไว้ในกำมือของประชาชน(สภาประชาชนและรัฐบาลเฉพาะกาล และไม่ได้ตั้ง คสช.เป็นพรรคประชาชน คือ รับสมัครประชาชนเป็นสมาชิก คสช. และจัดตั้งให้มี คสช.ตำบล คสช.อำเภอ คสช.จังหวัด คสช.แห่งชาติ) พลเอกประยุทธ์ก็โดดเดี่ยวจากประชาชน(Isolation) จะถูกเผด็จการรัฐสภาทั้ง 2 ปีก(ปีกฝ่ายรัฐบาล ปีกฝ่ายค้าน) เผด็จการคอมมิวนิสต์ และเผด็จการต่างชาติทำลายให้พังไปในที่สุด เช่น เดียวกับ รสช. และ คมช. ผิดพลาดซ้ำรอยประวัติศาสตร์ การตกเป็นเครื่องมือรักษาระบอบเผด็จการรัฐสภาไว้ ก็คือการตกเป็นแนวร่วม(United Front)ให้แก่คอมมิวนิสต์ เพราะระบอบเผด็จการรัฐสภา คือ ขบวนการแนวร่วมคอมมิวนิสต์ นั่นเอง

พลเอกประยุทธ์ จะต้องไม่ยอมตนให้เป็นตกเครืองมือของเผด็จการรัฐสภา หรือเผด็จการใดๆทั้งสิ้น...จะต้องสามารถก้าวข้ามจากการถูกใช้เป็นเครื่องมือของเผด็จการรัฐสภาอีกปีกหนึ่ง....รีบนำเอาอำนาจของคนส่วนน้อยที่ คสช.ยึดมาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 นั้น...เอามามอบให้เป็นของประชาชนหรือทำให้อำนาจเป็นของประชาชน หรืออำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน(Sovereignty of the people) ซึ่งเป็นอำนาจที่เข้มแข็งทรงพลังสูงสุดที่สามารถนำเอาไปแกัปัญหาชาติและประชาชนได้ทั้งหมดทั้งสิ้น และเป็นอำนาจที่ต่อสู้เอาชนะการแทรกแซงรุกรานของต่างชาติได้....โดยมาตรการดังนี้คือ...

- จัดตั้ง คสช. ให้เป็นพรรคของประชาชน หรือเอาหลังพิงประชาชนทั้งประเทศ หรือให้ประชาชนเข้าร่วมกับ คสช.ในการแก้ปัญหาชาติและปัญหาประชาชน...โดย...
* รับสมัครสมาชิก คสช.จากประชาชนทั่วประเทศ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
* จัดตั้งให้ คสช.เป็นพรรคมวลชน(Mass Party) คือ...
มี คสช.ตำบล คสช.อำเภอ คสช.จังหวัด คสช.แห่งชาติ
* จัดตั้งมวลชนประชาธิปไตยที่เข้มแข็งทรงพลังที่สุดในประเทศ ส่งเสริมให้ประชาชนจัดตั้งเป็นกลุ่ม ชมรม สภา สมัชชา สหภาพ สหพันธ์ ขบวนการ ฯลฯ ทั้งกลุ่มผลประโยชน์(Interest Group) และกลุ่มผลักดัน(Pressure Group) ในรูปขององค์การมวลชน(Mass Organization) ในแนวทางประชาธิปไตยที่แท้จริง ยุติการเคลื่อนไหวของมวลชนเผด็จกา่รรัฐสภา(ม็อบ) และมวลชนคอมมิวนิสต์ ทั้งสิ้น

- จัดตั้งสภาประชาชนฯที่ทำหน้าที่รัฐสภาแห่งชาติหนึ่งเดียวที่เป็นเอกภาพ(รวมสภานิติบัญญัติและสภาปฏิรูปและสภาร่างรัฐธรรมนูญ)ที่เป็นการสร้างอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน หรือทำให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน หรืออำนาจประชาชน ที่ต้องมี..."ผู้แทนเขตพื้นที่ทั่วประเทศโดยใช้อำเภอเป็นเขต" และมี.."ผู้แทนอาชีพทั่วทุกอาชีพ"...อย่างกว้างขวางและทั่วถึงที่สุดประมาณ 3,000 - 5,000 คน (ผู้แทนของประชาชนที่แท้จริงและกว้างขวางทั่วถึงที่สุดคือการแสดงว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนทั้งประเทศอันเป็นรูปธรรม)

- มีรัฐบาลเฉพาะกาลชนิดใหม่...ที่มีลักษณะประชาธิปไตย อันต้องประกอบด้วย..."นโยบายสร้างประชาธิปไตยที่สะท้อนผลประโยชน์ของประชาชนคนทั้งประเทศทั่วถึงยุติธรรมยั่งยืนอย่างแท้จริง".ทึ่ คสช.มอบหมายนโยบายนี้ให้รัฐบาลและสภานำไปปฏิบัติให้สำเร็จปรากฏเป็นจริง ในฐานะ คสช.กุมรัฐ ..และมี..."รัฐมนตรีประมาณ 99 คนให้เพียงพอแก่ฝ่ายต่างๆที่ก้าวหน้าปรองดองเป็นเอกภาพ"

- จัดตั้งกรรมกรแรงงานโดยเฉพาะกรรมกรรัฐวิสาหกิจที่เป็นกำลังชี้ขาด(Main Forces) ของการผลักดันการสร้างประชาธิปไตยให้สำเร็จ และการรักษาปกป้องภารกิจสร้างประชาธิปไตยในรูป "ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก" โดยให้กรรมกรแรงงานเป็นอิสระจาก พรบ.แรงงานรัฐวิสาหกิจปัจจุบัน(ที่กดกรรมกรรัฐวิสหกิจไว้ไม่มีอิสระภาพและแบ่งแยกออกจากกรรมกรเอกชนที่เคยใช้ พรบ.แรงงาน พ.ศ. 2518 อันเดียวกัน) กรรมกรรัฐวิสาหกิจและกรรมกรเอกชนจะช่วย คสช.ให้ต่อสู้เอาชนะนายทุนผูกขาดสามานย์และทุนข้ามชาติได้ที่รักษระบอบเผด็จกา่รรัฐสภาไว้ เพราะกรรมกรคือคู่ต่อสู้คู่ขัดแย้งที่แท้จริงของนายทุน และมีอาวุธสำคัญที่สุดที่ทำให้นายทุนผูกขาดและทุนข้ามชาติไม่อาจจะต่อสู้ได้เลยแม้แต่น้อยคือ.."การหยุดงานทั่วไป"(General Strike) อันเป็นสิทธิ์สากลรับรองโดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ(International Labour Congress-ILO) เพราะทหารยึดได้เพียงอำนาจทางการเมือง..แต่ยึดอำนาจทางเศรษฐกิจไม่ได้...กรรมกรสามารถยึดอำนาจทางเศรษฐกิจได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะกรรมกรมีอาวุธที่ทรงพลังสูงสุดคือ.."การหยุดงานทั่วไป" ดังเช่น ขบวนการกรรมกรชาร์ตีส(Chartis)อังกฤษ และขบวนการกรรมกรโซลิดาริตี้(Solidarity)โปร์แลนด์ และทั่วโลก

- ดึง ผรท.(ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย)ตามนโยบาย 66/23 เข้าร่วมสร้างประชาธิปไตย ในรูปมวลชนประชาธิปไตยที่ช่วยผลักดันให้การสร้างประชาธิปไตยสำเร็จ อันเป็นการปฏิบัตินโยบาย 66/23 ขั้นตอนที่ 2 คือ สร้างประชาธิปไตยระดับสูง นั่นเอง

เมื่อ คสช. นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ดำเนินการตามมาตรการสร้างประชาธิปไตยข้างต้นนี้...ก็จะมีชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดสิ้นเชิงต่อเผด็จการ 3 ชนิด คือ เผด็จการรัฐสภา เผด็จการคอมมิวนิสต์ และเผด็จการต่างชาติ อย่างยั่งยืนตลอดไป ไม่มีใครจะมาทำลายโค่นล้มให้ คสช.และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เลยแม้แต่น้อย

เสนอโดย...คณะวิชาการและยุทธศาสตร์และการจัดตั้ง
องค์การนำใหม่สภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ คณะธรรมยาตรากอบกู้รักษาฝืนแผ่นดินไทยในกรณีเขาพระวิหาร-มณฑลบูรพา
ขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ
วันที่ 8 มิถุนายน 2557
โทร. 0898860868 (สมาน ศรีงาม)

จดหมายเปิดผนึก ฉบับที่ 5/2557 เรื่อง ความจริงของสถานการณ์ประเทศไทย..คือ..เงื่อนไขแห่งชัยชนะ

จดหมายเปิดผนึก
ฉบับที่ 5/2557
ถึงคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
"เรื่อง ความจริงของสถานการณ์ประเทศไทย..คือ..เงื่อนไขแห่งชัยชนะ"

เมื่อ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(คสช.) โดยกองทัพแห่งชาติ ที่นำโดยพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ได้มีเจตนาดีอย่างยิ่งต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนคนไทยทุกคน โดยได้ถูกสถานการณ์บังคับผลักดันให้...ต้องเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศอย่างสันติและถูกกฎหมาย...เพื่อยุติสถานการณ์อนาธิปไตยสุดขีด มิคสัญญีกลุยุค ระบอบของรัฐล้มเหลว(Failed Regime) และที่สุ่มเสี่ยงจะนำสู่สงครามกลางเมืองขั้นตอนใหม่ที่คอมมิวนิสต์ได้เข้าทำแนวร่วมกับระบอบเผด็จการรัฐสภา ทั้งพรรคปกครอง ทั้งรัฐบาล ทั้งรัฐสภา ทั้งนักการเมือง ทั้งม็อบต่างๆ และทำแนวร่วมประชาชาติกับต่างชาติปิดล้อมประเทศไทย เพื่อยึดประเทศไทยในที่สุด อันเป็นภัยที่ร้ายแรงที่สุดต่อความมั่นคงของชาติ และความปลอภัยของประชาชน อันเป็นกฎหมายสูงสุด(Supreme Law)ตามหลักนิติธรรม

สภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ ขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ...ตระหนักเห็นความจำเป็นอย่างไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้เลยอย่างสิ้นเชิง ที่จะต้องช่วยสนับสนุนส่งเสริมผลักดัน...ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่และภารกิจอันยิ่งใหญ่สูงส่งดังกล่าวข้างต้นโดยสวัสดีโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ อันเป็นแก้ปัญหาของชาติและแก้ปัญหาของประชาชนทุกคนให้สำเร็จเสร็จสิ้นสมบูรณ์บริบูรณ์ นั่นเอง...ความจริงของสถานการณ์ของประเทศไทยคือเงื่อนไขที่จำเป็นที่สุดที่จะนำปสู่ความสำเร็จในการแก้ปัญหาชาติและประชาชนได้จริง ดังนั้น จึงขอช่วยสนับสนุนส่งเสริมให้ คสช. ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาดังกล่าวตั้งแต่แรก...โดยนำเสนอ.."ความจริงของสถานการณ์ประเทศไทย"...ดังต่อไปนี้...

ในยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่(Modern History) มีลัทธิการการเมืองใหญ่ๆ อยู่ 3 ลัทธิ คือ...
1. ลัทธิเผด็จการ
2. ลัทธิประชาธิปไตย
3. ลัทธิคอมมิวนิสต์

ตามระบบความคิด(System) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า..."อุดมการ"(Ideology)ซึ่งประกอบด้วย...2 ด้านคือ...
ด้านจุดยืน(Stand point)หรือตัวความคิด และด้านวิธีคิด(Way of Thinking)

จุดยืนมี 2 จุดยืนหรือตัวความคิด คือ...
- จุดยืนเห็นแก่ตัว
- จุดยืนเห็นแก่ส่วนรวม

เขาจุดยืนไปมองสังคมก็จะเกิดเป็นวิธีคิด คือ...
1. ความเห็นหรือทฤษฎี(Theory)
2. แนวทาง(Line)
3. หลักนโยบาย(Program or Platform)
4. นโยบาย(Policy)
5. มาตรการและวิธีการ(Measure & Mean)
6. ยุทธศาสตร์ และยุทธิวธี(Strategy & Tactic)

จึงเรียกว่ามี 3 แนวทางเพื่อให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ประเทศไทยก็เช่นเดียวกันกับโลก คือมี 3 ลัทธิ หรือมี 3 แนวทาง นั่นเอง คือ...
1. แนวทางเผด็จการ
2. แนวทางประชาธิปไตย
3. แนวทางคอมมิวนิสต์

ประเทศไทยจึงมี 3 แนวทาง(ขบวนการ)ที่ต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันอยู่ดังกล่าวข้างต้น

แนวทางเผด็จการ...คือแนวทางลัทธิรัฐธรรมนูญในทางความคิดของบุคคล(Thinking if person)...และแปรไปเป็นระบอบการปกครอง(Regime of Government)ของประเทศคือ..."ระบอบรัฐธรรมนูญ" หรือ "ระบอบเผด็จการ" ซึ่งมี 2 รูป คือ...
1. ระบอบเผด็จการรัฐประหาร(เผด็จการทหาร)
2. ระบอบเผด็จการรัฐสภา(เผด็จการพลเรือน)

ในประเทศไทย คณะ ร.ศ. 130 หรือกบฎเหล็ง หรือ เหรียญ ศรีจันทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 6 และต่อมา คือ คณะราษฎร พ.ศ. 2475 และเผด็จการทั้ง 2 รูปก็สืบทอดแนวทางเผด็จการ แนวทางลัทธิรัฐธรรมนูญ หรือแนวทางคณะราษฎร...มาตลอดจนกระทั่งบัดนี้เป็นเวลา 81 ปี เข้ากุมอำนาจรัฐและกุมกลไกแห่งรัฐโดยคณะรัฐประหาร และคณะพรรคเผด็จการ ตลอดมา...จนถึงคณะ คสช. ซึ่งเป็นระบอบเผด็จการรัฐประหาร(ตราบใดที่ยังไม่ยกระดับการเมืองแนวทางคณะราษฎร..ขึ้นเป็น..แนวทาง ร.5 ร.6 ร.7 และนโยบาย 66/23

คำถามที่ว่า..."จักรภพลี้ภัย..กับ..ฉลาดอดข้าว" เป็นแนวทางเดียวกันหรือไม่...คำตอบคือ..."ใช่...ทั้งคุณจักรภพลี้ภัย..กับ..คุณฉลาดอดข้าว...เป็นแนวทางเดียวกัน..คือ..แนวทางเผด็จการ..แนวทางลัทธิรัฐธรรมนูญ..แนวทางคณะราษฎร"

แนวทางประชาธิปไตย...เริ่่มจาก ร.5 ได้ทรงนำเอาลัทธิประชาธิปไตย(Democracy)จากยุโรปที่เขาเริ่มใช้ก่อนใครในโลกนี้และได้สรุปขึ้นเป็น..ทฤษฎี..และ..ยกระดับขึ้นเป็น.."ลัทธิ"(Doctrine) คือ ลัทธิประชาธิปไตย ที่มี 3 ทฤษฎีคือ...
1. ทฤษฎีทางปรัชญา
2. ทฤษฎีทางรัฐศาสตร์
3. ทฤษฎีทางเศรษฐกิจ

ซึ่งมีรูปธรรมคือ...
- เอกภาพของความแตกต่าง(Unity of Diversity) กระจายความคิด
- อำนาจอธิปไตยของปวงชน(Sovereignty of the people) กระจายอำนาจ
- กรรมสิทธิเอกชน(Private Ownership) กระจายทุน

ร.5 ทรงนำเอาลัทธิประชาธิปไตยทั้ง 3 ทฤษฎีนี้...มาประยุกต์เข้ากับลักษณะพิเศษของประเทศไทยอย่างสอดคล้องเหมาะสมเป็น..."พระบรมราโชบายสถาปนาการปกครองแบบประชาธิปไตยอย่างสันติ" หรือ การปฏิวัติสันติด้วยพุทธอหิงสาธรรม(Peaceful Revolution) และได้ทรงปฏิบัติรพบรมราโชบายฯ จนประสบความสำเร็จในขั้นตอนที่ 1 มีผลอันใหญ่หลวงทำให้รักษาเอกราชของชาติไว้ได้ และมีชัยชนะต่อลัทธิล่าอาณานิคม นำพาชาติขึ้นยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่ทันสมัย(Modernization) และ ร.6 ร.7 ทรงสืบทอดแนวทางประชาธิปไตยของ ร.5 มาจนถึงการสร้างประชาธิปไตยขั้นตอนสุดท้ายโดย ร.7 คือ ตั้งการปกครองเฉพาะกาล เช่น สภากรรมการองค์มนตรี และร่างรัฐธรรมนูญเฉพาะกาล 12 มาตรา..เตรียมจะพระราชทานในวันที่ 6 เมษายน 2475 วันฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 150 ปี วันเปิดสะพานพุทธ..แต่ถูกบุคคลบางวงการทักท้วงให้ทรงพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบและถูกต้องสมบูรณ์เสียก่อนแล้วค่อยพระราชทานให้แก่ประชาชนต่อไป...ร.7 จึงทรงชะลอการโอนอำนาจให้ประชาชนและพระราชทานรัฐธรรมออกไป และต่อมาได้การรัฐประหาร 24 มิถุนายน 2475 ขึ้น...พระบรมราโชบายสถาปนาการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยพระมหากษัตริย์จึงสะดุดหยุดลงตั้งแต่บัดนี้นมาจนถึงบัดนี้...และเป็นเหตุให้ประเทสไทยสร้างประชาธิปไตยไม่แล้วเสร็จจนถึงบัดนี้...เพราะทำผิดกฎเกณฑ์การสร้างประชาธิปไตยของประเทศเอกราชเอเชีย 3 ประเทศ(จีน ไทย ญี่ปุ่น) คือ...พระมหากษัตริย์ทรงมอบอำนาจให้แก่ประชาชนโดยตรง ไม่ใช่การโค่นอำนาจพระมหากษัตริย์แบบยุโรป

ขบวนการประชาธิปไตย...ได้ถูกสืบทอดโดยนายประเสรฐ ทรัพย์สุนทร...ได้ประยุกต์แนวทางประชาธิปไตยของพระมหากษัตริย์...กับสถานการณ์แต่ละยุคแต่ละสมัย...แล้วเสนอให้ผู้ปกครองและประชาชนได้นำเอาไปยึดถือปฏิบัติ เช่น

- เสนอให้จอมพล ป. และอาจารย์ปรีดี ตั้งรัฐบาลแห่งชาติสร้างประชาธิปไตย นายประเสริฐเป็นผู้ประสานระหว่างทำเนียบมหาชัย(จอมพล ป.) กับ ทำเนียบท่าช้าง(อาจารย์ปรีดี)

- ได้ดึงเอาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศ(พคท.)เข้ามาร่วมการสร้างประชาธิปไตยอย่างสันติตามแนวทางประชาธิปไตยของพระมหากษัตริย์ โดยได้เซ็นสัญญากัน และร่วมกัน

- แต่พรรคคอมมิวนิสต์ฯ ไม่ยึดถือสัญญา กลับละทิ้งแนวทางประชาธิปไตยของพระมหากษัตริย์ ไปยึดถือแนวทางรุนแรงของลัทธิเหมา...จึงเกิดการต่อสู้กับภายในพรรคอย่างรุนแรงระหว่าง..."พรรค..กับ..นายประเสริฐ" สุดท้ายพรรคส่งนายประเสริฐไปแก้ไขความคิดที่พรรคคอมมิวนิสต์จีน(พคจ.) ที่วังโจหนานไห่สถาบันมาร์กซ์เลนิน...และได้ต่อสู้กันจนถึงที่สุด...คอมมิวนิสต์ไม่ยอมรับการปฏิวัติสันติของพระมหากษัตริย์ไทยที่สืบทอดโดยนายประเสริฐ...แต่ยึดถือแนวทางปฏิวัติรุนแรงของลัทธิเหมา ตามคำขวัญว่า.."ดัดแปลงโลกด้วยสงคราม ปฏิวัติรุนแรง อำนาจรัฐจากปากกระบอกปืน" นายประเสรฐ จึงกลับมาต่อสู้ในประเทศไทย...และได้เซ็นสัญญาลับกับ..."นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร..กับ..จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ รัฐไทย"...ร่วมกันต่อสู้เอาชนะการปฏิวัติรุนแรงของคอมมิวนิสต์ด้วยการปฏิวัติสันติ...นายประเสริฐเป็นข้าราชการที่ทำงานด้านการรักษาความมั่นคงของรัฐ ที่เป็นราชการลับตั้งแต่บัดนี้มา...มีหน้าที่ให้การศึกษาและให้ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีแก่ผู้ปกครองไทยให้ต่อสู้เอาชนะคอมมิวนิสต์รุนแรง..โดยการปฏิวัติประชาธิปไตยอย่างสันติตามแนวทาง ร.5 ร.6 ร.7

- ได้เสนอให้รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ไม่ใช่ความรุนแรงอย่างถึงที่สุดในการต่อสู้เอาชนะคอมมิวนิสต์ และใช้วิธีสันติต่อสู้เอาชนะ และได้เริ่มสร้างประชาธิปไตยคือ...

1. สร้างประชาธิปไตยทางด้านเศรษฐกิจ...คือ...ตั้งสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสงคมแห่งชาติฉบับที่ 1 พ.ศ. 2503 - 2504 เป็นต้นมา
2. สร้างประชาธิปไตยทางด้านการเมือง..คือ..ตั้งสภาพัฒนาการเมือง...(แต่ยังไม่ทันได้ทำสำเร็จ...จอมพลสฤษดิ์ก็ถึงแก่อสัญกรรมลงเสียก่อน เมื่อ พศ. 2506)

- ให้แนวทางประชาธิปไตยแก่รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร เช่น การก่อตั้งพรรคสหประชาไทยอันเป็นพรรคประชาธิปไตย ต่อสู้เอาชนะคอมมิวนิสต์ตามคำขวัญว่า..."ต่อสู้เอาชนะคอมมิวนิสต์ ต้องสร้างประชาธิปไตยให้สำเร็จ"..และ..."สร้างประชาธิปไตยให้สำเร็จ...จะมีชัยชนะต่อคอมมิวนิสต์" และต่อสู้เอาชนะคอมมิวนิสต์อินโดจีน ด้วยกาปฏิเสธทฤษฎีโดมิโน(Domino Theory)ของสหรัฐอเมริกาที่เป็นทฤษฎีแพ้...ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 110/2512 อันเป็นนโยบายเป็นกลางทางการเมืองในสงครามระหว่างประเทศ...ไม่ส่งทหารเข้าไปรบในเวียตนาม ลาว เขมร ตามที่ประธานาธิบดีจอร์นสันได้ร้องขอให้ฝ่ายไทยดำเนินการ...ไทยถือนโยบายเป็นกลางทางการเมืองในสงครามกลางเมืองระหว่างประเทศตามสนธิสัญญากรงเฮก ค.ศ. 1890 - l907 และทำให้ไทยมีชัยชนะต่อคอมมิวนิสต์อินโดจีน ต่อมาเวียตนามได้ส่งกำลังเข้ามาในลาวและเขมรเพื่อช่วยยึดประเทศให้แก่พรรคคอมมิวนิสต์ในลาวแลเขมร และกำลังจะบุกยึดประเทศไทย...นายประเสริฐ ได้เสนอให้ไทยส่งทหารเข้าไปพบเติ้งเสี่ยวผิงที่ปักกิง ประเทศจีน...แจ้งให้ร้ว่า.."เวียตนามกำลังจะทำสงครามรุกรานบุกยึดประเทศไทย...ผิดต่อหลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างประเทศคอมมิวนิสต์กับประเทศทุนนิยม และผิดต่อหลักสากลนิยมชนกรรมาชีพ(Proletarian Internationalism) โดยทางไทยได้ส่งทหารไปพบเติ้งเสี้ยวผิงที่ปักกิ่งคือ...
1. พลตรีพัฒน์ อรรคนิบุตร
2. พันเอกชวลิต ยงใจยุทธ ฯลฯ
เมื่อทางฝ่ายได้แจ้งแก่เติ้งเสี้ยวผิงแล้ว เติ้งเสี้ยวผิงจึงได้สั่งให้กองทัพจีน ส่งทหารจำนวนมาก..ทำสงครามที่เรียกว่า.."สงครามสั่งสอน" แก่เวียตนาม โดยบุกไปทางเหนือของเวียตนาม...ทำให้เวียตนามต้องถอนทหารจากเขมร-ลาว..ออกไปช่วยรบกับกองทัพจีนด้านเหนือของประเทศ...จึงทำให้เวียตนามไม่อาจจะบุกประเทศไทยยึดเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ได้จนกระทั่งบัดนี้

- จอมพลถนอม ทำผิดพลาดด้านการสร้างประชาธิปไตย...ด้วยการทำรัฐประหารตนเอง..ยกเลิกพรรคสหประชาไทยที่ทำการสร้างประชาธิปไตย เพราะฝ่ายต่อต้านได้เล่นงานจอมพลถนอมว่า..."จะให้คนๆเดียวเป็นรัฐได้อย่างไร...???" ซึ่งหมายถึงอาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร นั่นเอง...และนายประเสริฐ ไม่ได้เข้าไปต่อสู้ภายในพรรคสหประชาไทย จึงไม่อาจจะต่อสู้รักษาพรรคฯไว้ได้ เพราะไม่มีใครอธิบายสู้ในพรรคฯ และในที่สุดจึงเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จอมพลถนาม ประภาษ และนรงค์...จึงหนีออกนอกประเทศ...โดยไม่ทำหน้าที่รักษาการณ์รัฐบาล(ตามหน้าที่)...จึงเกิดสภาวะอนาธิปไตยอยู่ 2 วัน คือ ไม่มีรัฐบาล ไม่มีการปกครอง นั่นเอง

- ได้มีพระบรมราชโองการให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี นายประเสริฐซึ่งมีความรู้จักมักคุ้นกับนายสัญญา ธรรมศักดิ์อยู่นานแล้ว ในฐานะเป็นเลขารัฐมนตรีของคณะราษฎร กระทรวงศึกษาธิการ และอาจารย์ประเสริฐเป็นครูโรงเรียนสวนกุหลาบที่จอมพล ป.เรียกตัวไปใช้ทางการเมือง และเป็นสหธรรมิกร่วมกันก่อตั้งสวนโมกษ์กับท่านพุทธทาสภิกขุ ไชยา สุราษฎร์ธานี...นายประเสริฐจึงได้เสนอให้นายสัญญาสร้างประชาธิปไตย โดยอธิบายให้รู้จักากรสร้างประชาธิปไตย และให้รู้จักว่ารัฐบาลของนายสัญญาคือ "รัฐบาลเฉพะกาล" ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการณ์ หรือรัฐบาลขัดตาทัพแต่อย่างใดทั้งสิ้น รัฐบาลเฉพาะกาลมีหน้าที่สร้างประชาธิปไตย ไม่ใช่สร้างรัฐธรรมนูญแล้วออกไป แต่นายสัญญาไม่เข้าใจเพียงพอ...จึงสร้างประชาธิปไตยไม่ได้ พังไปในที่สุด

- นายประเสริฐ ได้นำเอาแนวทางประชาธิปไตย...ไปลงสู่ขบวนการกรรมกรไทย...โดย 2 มาตรกา คือ...

1. ตั้งพรรคแรงงาน(Labour Party) และพรรคแรงงานประชาธิปไตย
2. จัดประชุมที่สวนลุมพินี ให้ผู้ันำกรรมกรทั่วประเทศมาประชุมกัน...แล้วก่อตั้ง..."แนวทางแก้ไขปัญหาชาติของขบวนการกรรมกรไทย" เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2518 และได้เกิดแนวทางการเมืองของกรรมกรไทยในทางประชาธิปไตยตั้งแต่บัดนั้นมา

- ต่อมารัฐบาลพลเอกเปรม ตินสูลานนท์ ได้รับเอาแนวทางประชาธิปไตยจากนายประเสริฐ ฝ่ายทางทหารประชาธิปไตย ซึ่งเอาแนวทางแก้ไขปัญหาชาติของกรรมกรไทย 26 กันยายน 2518 มาประยุกต์เข้ากับสถานการณ์สงครามกลางเมือง เป็น..."นโยบาย 66/2523" อันลือลั่น ให้กองทัพแห่งชาติใช้ปฏิบัติต่อสู้เอาชนะคอมมิวนิสต์ทั้ง 2 ขั้นตอนคือ...
*ขั้นตอนที่ 1 ต่อสู้เอาชนะสงคราม...ด้วยการสร้างประชาธิปไตยระดับต่ำ
*ขั้นตอนที่ 2 ต่อสู้เอาชนะพรรคและแนวร่วมคอมมิวนิสต์ ด้วยการยกเลิกระบอบเผด็จการรัฐสภาและเผด็จการรัฐประหารทั้งสิ้น

กองทัพแห่งชาติ...ได้ปฏิบัตินโยบาย 66/23 ได้เพียงขั้นตอนที่ 1 เท่านั้น มีผลยุติสงครามกลางเมือง(Civil War)ลงได้อย่างงดงาม นำประเทศชาติจากสถานการณ์สงคราม(War Situation)...มาเป็น...สถานการณ์สันติภาพ(Peaceful Situation) นำพลพรรคคอมมิวนิสต์กลับมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย(ผรท)เพื่อเป็นพลังผลักดันการสร้างประชาธิปไตยอย่างสันติให้แล้วเสร็จ

แต่กองทัพแห่งชาติและรัฐบาลพลเอกเปรม ก็ไม่สามารถปฏิบัติขั้นตอนที่ 2 ได้่เสร็จ...จึงทำให้คอมมิวนิสต์ก็ยังอยู่...คือ พรรค กับแนวร่วม ไม่มีเพียงกองทัพปลดแอกฯ และระบอบเผด็จการทั้ง 2 รูปยังอยู่ เมื่อรัฐบาลพลเอกเปรมกับกองทัพแห่งชาติปฏิบัตินโยบาย 66/23 ขั้นตอนที่ 2 ไม่แล้วเสร็จ จึงเกิด 3 ปรากฏการณ์ คือ...

1. พลเอกเปรม ลาออกไม่ยอมรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป คือ ไม่ปฏิบัตินโยบาย 66/23 ขั้นตอนที่ 2 ให้แล้วเสร็จได้

2. พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากตำแหน่ง รักษาการณ์ ผบ.สส. และ ผบ.ทบ. ออกมาตั้งพรรคความหวังใหม่เพื่อปฏิบัตินโยบายขั้นตอนที่ 2 ให้แล้วเสร็จ เพราะอยู่ในกองทัพฯไม่อาจจะปฏิบัตินโยบายขั้นตอนที่ 2 ได้อีกต่อไป
- ประชาชนโดยการชี้นำของนายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ได้นำเอาแนวทางประชาธิปไตย ร.5 ร.6 ร.7 และนโยบาย 66/23 ขั้นตอนที่ 2 สร้างประชาธิปไตยระดับสูง...ตั้ง.."สภาปฏิวัติแห่งชาติ" ขึ้น...เพื่อทำให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย(Sovereignty of the people) เมื่อ พ.ศ. 2530 และได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง..."โอนอำนาจจากรัฐสภามาสู่สภาปฏิวัติแห่งชาติ" เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2532 และได้แต่งตั้งมอบหมายให้พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นประธานสภาปฏิวัติแห่งชาติ นำร่างพระราชกฤษฎีกาโอนอำนาจจากรัฐสภามาสู่สภาปฏิวัติแห่งชาติ ขึ้นกราบบังคมทูลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่..เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ถ้าทรงเห็นด้วยก็ทรงลงพระปรมาภิไธย ถ้าไม่ทรงเห็นด้วยก็หมดปัญหากันไป...แต่พลเอกเปรมเดินทางไปต่างประเทศโดยฉับพลันทันที...กรรมการสภาปฏิวัติแห่งชาติที่นำเอาร่างพระราชกฤษฎีกาไปให้พลเอกเปรมที่บ้านสี่เสาร์ฯ ก็ไม่พบพลเอกเปรม จึงฝากร่างพระราชกฤษฎีกาฯ ไว้กับ ท.ส. ของพลเอกเปรม...แต่มาวันเดียวกัน...ตำรวจสันติบาลโดยรัฐบาลพลเอกชาติชาย..ได้เข้าจับกุมกรรมการสภาปฏิวัติแห่งชาติจำนวน 14 คน โดยมีนายประเสริฐ เป็นจำเลยที่ด้วย และได้ต่อสู้กันมาเป็นเวลา 5 ปี ศาลยุติธรรมได้พิพากษาให้ยกฟ้องสภาปฏิวัติแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. 2537 สภาปฏิวัติแห่งชาติจึงมีชัยชนะต่อเผด็จการรัฐสภาในศาลยุติธรรม ตั้งแต่บัดนั้นมา
ต่อมาอีก 4-6 เดือน นายประเสริฐ ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2537 ด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน ณ บ้านซอยตลิ่งชัน กรุงเทพฯ เวลา 18.00 น.

ก่อนหน้านั้นหลังจากที่สภาปฏิวัติแห่งชาติถูกจับกุมเมื่อ พ.ศ. 2532 ขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติโดยนายสมาน ศรีงาม...ได้ทำการเคลื่อนไหวนักศึกษารามคำแหง...นำนักศึกษาออกมาต่อสู้ผลักดันให้รัฐบาลชาติชายลาออกเพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการโอนอำนาจให้ประชาชนตามที่สภาปฏิวัติแห่งชาติได้เสนอไว้...โดยได้ชุมนุมใหญ่ ณ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในนาม..."ศูนย์เฉพาะกิจนิสิตนักศึกษาแห่งชาติ...และสภานักศึกษาแห่งชาติ"...ได้ออกมาชุมนุมใหญ่ ณ ท้องสนามหลวงเป็นเวลา 2 เดือนเรียกร้องผลักดันให้โอนอำนาจให้แก่ประชาชน...โดยให้กรรมกรหยุดงานทั่วไปเพื่อสร้างประชาธิปไตยให้บรรลุความสำเร็จของภารกิจการโอนอำนาจให้แก่ประชาชน...แต่กรรมกรรัฐวิสาหกิจไม่อาจจะทำการหยุดงานทั่วไปเพื่อสร้างประชาธิปไตยได้...จึงทำให้นักศึกษาและประชาชนที่ชุมนุมอยู่ท้องสนามหลวงถูกจับกุมจำนวนเกือบ 20 คน นายสมาน ศรีงามถูกจับกุมด้วย และต่อมาได้ประกันตัวออกมาต่อสู้กันอีกครั้งหนึ่ง ในนาม.."องค์การนักศึกษาสร้างประชาธิปไตย" ได้ชุมนุมกันที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง และทำเนียบรัฐบาล...และเผาตัว..โดยนายธนาวุฒิ คลิ้งเชื้อ นักศึกษารามคำแหง..เสียชีวิตในเวลาต่อ...รัฐบาลเสนอศาลถอนประกันนายประเสริฐ นายสมาน ฯลฯ...และนายเสริฐ นายสมาน ถูกจับกุมในข้อหาทำลายความมั่นคงของรัฐ ม.116 และได้ต่อสู้กันถึง 3 ศาล ศาลฎีกาตัดสินยกฟ้องจำเลยทั้ง 8 (นายเสริฐ เสียชีวิตคาคดีความ)

- ขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ...ได้ทำความเคลื่อนไหวตลอดมา...เช่น

1. ปฏิบัติงานทางทฤษฎี ติดอาวุธทางปัญหาให้แก่ผู้กปครองและปรชาชน ด้วยลัทธิประชาธิปไตย

2. ผลักดันให้ก่อตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล สภาประชาชนฯ รัฐบาลแห่งชาติ สภาประชาธิปไตย สภาปรองดอง สภารู้รักสามัคคี ฯลฯ เพื่อโอนอำนาจให้เป็นของประชาชนตามแบบอย่างสภากรรมการองคมนตรี ร.7 ตามสภาปฏิวัติแห่งชาติ นโบาย 66/23
โดยผลักดันให้...

A. ให้เผด็จการรัฐสภาคืนอำนาจแด่พระมหากษัตริย์เพื่อทรงมอบอำนาจให้แก่ปวงชนชาวไทย ตามแบบอย่างสภากรรมการองคมนตรี ร.7 หรือสภาปฏิวัติแห่งชาติที่ชนะคดีต่อเผด็จการรัฐสภามาแล้ว

B. เคลื่อนไหวผลักดันให้กองทัพแห่งชาติสร้างประชาธิปไตย ตามกฎหมายสูงสุด(Supreme Law) และนโยบาย 66/23 ขั้นตอนที่ 2 คือสร้างประชาธิปไตยระดับสูง ต่อสู้เอาชนะเผด็จการทุกชนิด ทั้งเผด็จการรัฐสภา และเผด็ํจการคอมมิวนิสต์

C. ถวายฎีกาขอพระราชทานการปกครองเฉพาะกาล คือ สภาเฉพาะกาล รัฐบาลเฉพาะกาล สร้างประชาธิปไตย โดยทรงใช้กฎหมายสูงสุด(Supreme Law) ในฐานประมุขแห่งรัฐ องค์รัฎฐาธิปัตย์ และจอมทัพไทย ตามแบบอย่างสมเด็จพระปกเกล้า ร.7 และพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2476
C. ผลักดันให้ทุกรัฐบาลจากทุกพรรคการเมืองให้ตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลสร้างประชาธิปไตย ตั้งสภาประชาชนฯ โอนอำนาจให้ประชาชน
- ปัจจุบัน..คือ..สภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ ที่ได้ทำความเคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ คือ...

1. ช่วยสนับสนุนส่งเสริมผลักดัน คสช.และกองทัพแห่งชาติอย่างปราศจากเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น..ให้สามารถสร้างประชาธิปไตยให้สำเร็จโดย คสช.เองตามนโยบาย 66/23 ขั้นตอนที่ 2 คือ สร้างประชาธิปไตยระดับสูง ตามยุทธศาสตร์.."สถาบันกองทัพแห่งชาติสร้างประชาธิปไตย" สามารถต่อสู้เอาชนะเผด็จการทุกชนิด..ทั้งเผด็จการรัฐสภาและเผด็จการคอมมิวนิสต์..และเผด็จการต่างชาติที่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย และรุกรานยึดครองประเทศไทยในด้านต่างๆมายาวนาน
เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความปลอดภัยของประชาชน ตามองค์คุณเอกภาพใหม่ของประเทศไทย 5 สถาบัน คือ... "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รัฐประชาธิปไตย เศรษกิจใหม่พอเพียง"

2. สร้างสภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ...เคลื่อนไหวอย่างสันติอหิงสาพุทธทั้งทางความคิด ทางการเมือง และทางการจัดตั้งตามแนวทางประชาธิปไตย ร.5 ร.6 ร.7 ร.9 และนโยบาย 66/23...ให้เติบใหญ่เข้มแข็งโดยร่วมมือกับ คสช. กองทัพแห่งชาติ และประชาชนทุกหมู่ทุกเหล่าทุกอาชีพทุกชนชั้นทุกฝ่ายคนทไทยทุกคน...จนสามารถโอนอำนาจมาสู่ประชาชนได้สำเร็จอย่างสันติอหิงสาพุทธโดยสวัสดี อันเป็นการปฏิวัติสันติประเทสไทยและโลก(The Greatest Peaceful Revolution) ที่เป็นมนุษยปฏิวัติ(Human Revolution) ครั้งแรกของโลก...ทำให้เกิดสันติภาพโลกถาวร...นั่นคือ...ประเทศไทยนำโลกสร้างสันติภาพโลกถาวร(Lasting World Peace)ก้าวเข้าสู่โลกหลังยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ นั่นเอง

คณะวิชาการและยุทธศาสตร์และการจัดตั้ง...องค์การนำใหม่สภาประปฏิวัติสันติแห่งชาติ ขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ
วันที่ 12 มิถุนายน 2557
โทร. 0898860868 (นายสมาน ศรีงาม)




จดหมายเปิดผนึก ฉบับที่ 6/2557 เรื่อง คสช.ไม่ถูกครอบงำโดยลัทธิรัฐธรรมนูญเช่น รสช.และคมช. จึงจะไม่พัง

จดหมายเปิดผนึก
ฉบับที่ 6/2557
ถึง...คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งนำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา
"เรื่อง คสช.ไม่ถูกครอบงำโดยลัทธิรัฐธรรมนูญเช่น รสช.และคมช. จึงจะไม่พัง"

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ใช้กฎหมาย(กฎอัยการศึก-Martial Law)ซึ่งเป็นรูปหนึ่งของกฎหมายสูงสุด(Supreme Law)โดยกองทัพแห่งชาติที่เป็นการปฏิบัติหน้า(Duty)และภารกิจ(Mission)อันเป็นสถาบัน(Institution)...ดำเนินการเจรจากัน 7 ฝ่ายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของชาติ และรักษาความมั่นคงแห่งชาติและความปลอดภัยของประชาชน...แต่ไม่สามารถจะบรรลุความสำเร็จได้อย่างสิ้นเชิง...จึงเข้าควบคุมอำนาจอธิปไตยอันเป็นอำนาจชนิดสูงสุดไว้ด้วยกฎหมายสูงสุด(Supreme Law)คือ.."ความมั่นคงแห่งชาติและความปลอดภัยของประชาชนเป็นกฎหมายสูงสุด" อันเป็นกฎหมายธรรมชาติ(Natural Law) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จึงไม่ใช่การรัฐประหาร(Coup d' etat)ที่รุนแรง(Violence)และผิดกฎหมาย(Illigal)แต่อย่างใดทั้งส้ิน

ดังนั้น การกระทำของ คสช.จึงเป็นการกระทำตามลัทธิประชาธิปไตย(Democracy) เพราะกระทำยกเลิกรัฐบาล รัฐสภา(วุฒิสภา) รัฐธรรมนูญ พรรคการเมือง ของระบอบเผด็จการรัฐสภาอย่างสันติและกระทำโดยกฎหมาย โดยถือเอาผลประโยชน์ของชาติความผาสุกของปวงชนชาวไทยเป็นที่ตั้งสูงสุด จึงบังเกิดอำนาจอธิปไตยของปวงชนหรือระบอบประชาธิปไตยโดยกฎเกณฑ์ธรรมชาติอย่างเป็นไปเอง คณะ คสช.จึงมีลักษณ์เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยโดยอัตตโนมัติ

ในช่วงระยะต้นของการปกครองทางผู้แทน(Representative Government)โดย คสช.เป็นผู้แทนของประชาชนคนทั้งประเทศอย่างเป็นไปเองตามกฎเกณฑ์ของวิชารัฐศาสตร์ อันเป็นระยะเวลาสร้างความปรองดองแห่งชาติ(Reconciliation) เป็นระยะเวลาประมาณ 3 เดือน จึงทำให้ช่วงการสร้างความปรองดองแห่งชาติเป็นไปตามลัทธิประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งแตกต่างจากคณะรัฐประหารทั้งสิ้นที่มีมาในประวัติศาสตร์ชาติไทย คสช.จึงมีอำนาจอธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ที่เหมาะสมที่จะใช้ทำการยกเลิกการปกครองแบบเผด็จการรัฐสภา สร้างการปกครองแบบประชาธิปไตยตามแนวทางประชาธิปไตยของ ร.5 ร.6 ร.7 และนโยบาย 66/23 ...โดยทำการประยุกต์ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงประเทศไทยมาถึง ณ ปัจจุบัน

จึงเกิดเป็น..."ระบอบ คสช."โดย คสช.ถืออำนาจอธิปไตยรัฐสูงสุด(รัฎฐาธิปัตย์สูงสุด-Supreme Sovereignty)แทนปวงชนชาวไทย ซึ่งในชั่วสามเดือนนี้(ช่วงสร้างความปรองดอง)...ยังไม่ถูกครอบงำโดย.."ลัทธิรัฐธรรมนูญ"(ลัทธฺิเผด็จการ)คือไม่มีการดำเนินการตามลัทธิรัฐธรรมนูญ เช่น ร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว(เฉพาะกาล) ตั้งสภานิติบัญญัติ(สนช.)แก้กฎหมาย ตั้งสภาปฏิรูป(ร่างรัฐธรรมนูญ) เหมือนกับ คณะรัฐประหารทุกคณะที่ผ่านมาแล้ว ดังเช่น...

- รสช. ยึดอำนาจได้ร่างรัฐธรรมนูญเฉพากาลทันที ตั้งรัฐบาล มีรัฐสภา และสภาร่างรัฐธรรมนูญทันที และให้คนอื่นเป็นายกรัฐมนตรี (นายอานันท์ ปัญญารชุน) ไม่มีช่วงเวลาของลัทธิประชาธิปไตยเลย...จึงพังไปในที่สุด เพราะไม่มีการสร้างประชาธิปไตยแต่อย่างใดทั้งสิ้น ระบอบเผด็จการจึงทำลาย รสช.ให้พังไปดังกล่าว

- คมช. ยึดอำนาจได้ร่างรัฐธรรมนูญเฉพาะกาลทันที ตั้งรัฐบาล มีรัฐสภา มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ...ไม่มีช่วงเวลาสร้างประชาธิปไตย หรือช่วงว่างจากลัทธิรัฐธรรมนูญเลยแม้แต่น้อย คือไม่มีช่วงลัทธิรัฐธรรมนูญเลย จึงพังไปในที่สุด เพราะไม่มีการสร้างประชาธิปไตยแต่อย่างใดทั้งสิ้น ระบอบเผด็จการจึงทำลาย คมช.ให้พังไปดังกล่าว

ดังนั้น...จะต้องผลักดันให้ คสช.ให้ขยายช่วงเวลาที่อิสระจากการครอบงำของลัทธิรัฐธรรมนูญ...ซึ่งก็คือช่วงเวลาที่ฟรี เป็นอิสระ เป็นประชาธิปไตย อันเป็นช่วงเวลาแห่งลัทธิประชาธิปไตย นั่นเอง...นั่นคือ..."สร้างประชาธิปไตยเพื่อให้เกิดความปรองดองแห่งชาติ" และขยายเวลาเพื่อสร้างประชาธิปไตยให้สำเร็จ...และประยุกต์ปรับเปลี่ยนช่วงที่ 2 "ปฏิรูปแบบปฏิกิริยาเพื่อรักษาระบอบเผด็จการรัฐสภา" และช่วงที่ 3 "การเลือกตั้งทั่วไปแบบเผด็จการ" ให้เปลี่ยนจากลัทธิรัฐธรรมนูญ(ลัทธิเผด็จการ)มาเป็นลัทธิประชาธิปไตย..นั่นคือ..ไปสู่ขั้นตอนที่ 2 ปฏิรูปประชาธิปไตย(Democratic Reform) และขั้นตอนที่ 3 ปฏิวัติประชาธิปไตย(Democratic Revolution) และทำการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยต่อไป

หมายเหตุ...สิ่งที่ไม่เหมือนกันระหว่าง รสช.และคมช. กับ คสช. และ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ดีกว่า รสช.และคมช. คือ...

- รสช.และคมช. ยึดอำนาจแล้วนำเอาลัทธิรัฐธรรมนูญมาครอบงำทันที เช่น มีรัฐธรรมนูญชั่วคราวโดยทันที มีนายกฯโดยทันที มีรัฐบาลโดยทันที มีสภานิติบัญญัติโดยทันที(สนช.) มีสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยทันที จึงทำให้ รสช.และคมช.ไม่มีอำนาจอธิปไตยสูงสุด ทำอะไรไม่ได้ ถูกลัทธิลัทธิธรรมนูญครอบงำให้ต้องทำตาม และพังไปในที่สุด

- คสช. ยึดอำนาจแล้วไม่นำเอาลัทธิรัฐธรรมนูญมาครอบงำทัน แต่มีช่วงระยะเวลาที่ฟรี อิสระ ตามลัทธิประชาธิปไตย นั่นคือ..."ระยะที่ 1...สร้างความปรองดอง 3 เดือน"
ไม่มีรัฐธรรมนูญชั่วคราว ไม่มีนายกฯ ไม่มีรัฐบาล ไม่รัฐสภาใดๆทั้งสิ้น ทำให้ คสช.ทำการยกเลิกระบอบเผด็จการรัฐสภา สร้างระบอบประชาธิปไตยได้เลยทันทีตามลัทธิประชาธิปไตย ไม่มีลัทธิรัฐธรรมนูญ(ลัทธิเผด็จการ)มาขัดขวางการสร้างประชาธิปไตย จึงเป็นเงื่อนไขให้ คสช.ไม่พัง ถ้า คสช.รีบสร้างประชาธิปไตยให้สำเร็จ ไม่ยอมให้นักวิชาการลัทธิรัฐธรรมนูญ เช่น นายวิษณุ เครืองาม นายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายสมคิด เลิศไพทูรย์ นำเอาลัทธิรัฐธรรมนูญมาครอบงำ คสช. ให้ถูกยึดอำนาจอธิปไตยสูงสุด(Sovereign Power)ไปจาก คสช. โดยใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเป็นเครื่องมือ ดังเช่น ที่ทำกับ รสช. และคมช.มาแล้วในอดีต

ดังนั้น จึงขอเสนอคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)...โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา...ได้โปรดขยายเวลาของลัทธิประชาธิปไตยออกไปครบถ้วนตามแผนการทั้งสิ้นของ คสช. และยกเลิกเวลาและแผนการทั้งสิ้นที่ถูกครอบงำโดยลัทธิรัฐธรรมนูญอันเป็นลัทธิเผด็จการ เพื่อความสำเร็จของการปฏิบัติหน้าที่และภารกิจอันศักดิ์และยิ่งใหญ่ของ คสช. และเพื่อแก้ไขปัญหาของชาติและแก้ปัญหาของประชาชนคนไทยทุกคนให้สำเร็จเสร็จสิ้นสมบูรณ์บริบูรณ์ ตามเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์และดียิ่งของ คสช.ต่อไป

จึงเรียนมาเพื่อโปรดกรุณาพิจารณาดำเนินการโดยเร็วที่สุด จะเป็นคุณูปการต่อชาติและประชาชนอย่างยิ่ง

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

คณะวิชาการและยุทธศาสตร์และการจัดตั้ง
องค์การนำใหม่สภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ
ขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ
โทร. 0898860868 (นายสมาน ศรีงาม)
วันที่ 15 มิถุนายน 2557




จดหมายเปิดผนึก ฉบับที่ ๗/๒๕๕๗ เรื่อง ภารกิจเร่งด่วนที่สุด...จะสร้างความปรองดองแห่งชาติให้สำเร็จโดย คสช.ได้อย่างไร...???

จดหมายเปิดผนึก
สภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ
ฉบับที่ ๗/๒๕๕๗ 

ถึง...คณะรักษาความสงบแห่งชาติ...นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา 

"เรื่อง ภารกิจเร่งด่วนที่สุด...จะสร้างความปรองดองแห่งชาติให้สำเร็จโดย คสช.ได้อย่างไร...???"

๑. การสร้างความปรองดองแห่งชาติ(National Reconciliation) นั้น เป็นเจตนารมณ์ที่ดียิ่ง และเป็นขั้นตอนการแก้ปัญหาชาติที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพราะปัญหาแรกของการแก้ปัญหาทั้งปวงนั้น จะต้องเริ่มต้นด้วยการสร้างความปรองดอง สร้างความสามัคคีขึ้นภายในชาติเสียก่อนอื่นทั้งสิ้น ถ้าไม่มีความปรองดองแห่งชาติหรือไม่มีความสามัคคีแห่งชาติ ก็ไม่อาจจะแก้ปัญหาทั้งสิ้นของชาติบ้านเมืองได้เลย ดังเช่น ถ้าไฟไหม้บ้านอยู่ เราจะไปพัฒนาบ้านนั้นทำไม่ได้เลย จะต้องดับไฟเสียก่อน ในอดีตเรามีสงครามกลางเมือง(Civil War) ระหว่างกองทัพแห่งชาติ..กับ..กองทัพปลดแอกของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) ตั้งแต่วันเสียงปืนแตก พ.ศ. 2508 เราจึงทำการพัฒนาชาติบ้านเมืองไม่ได้ จะต้องดับไพสงครามกลางเมืองเสียก่อน โดยได้นำเอาแนวทางประชาธิปไตยของ ร.๕ ร.๖ ร.๗ มาประยุกต์เข้ากับสถานการณ์สงครามกลางเมืองเป็น... “นโยบาย ๖๖/๒๓” ซึ่งมียุทธศาสตร์ ๒ ขั้นตอน คือ...

- ขั้นตอนที่ ๑ คือ...เอาชนะยุทธวิธีสงครามของคอมมิวนิสต์...ด้วยการสร้างประชาธิปไตยระดับต่ำ

- ขั้นตอนที่ ๒ คือ..เอาชนะคอมมิวนิสต์ทั้งพรรคและแนวร่วม..ด้วยการสร้างประชาธิปไตยระดับสูง

กองทัพแห่งชาติซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักต่อนโยบาย ๖๖/๒๓ ก็ได้ปฏิบัติยุทธศาสตร์ขั้นตอนที่ ๑ ได้สำเร็จอย่างงดงาม นำประเทศจาก.. “สถานการณ์สงคราม”..มาสู่.. “สถานการณ์สันติภาพ” เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕ อันเป็นสร้างความสามัคคีแห่งชาติโดยพื้นฐาน ต่อจากนั้นก็จะมีเงื่อนไขให้สามารถทำการพัฒนาประเทศได้สำเร็จ ด้วยการ.. “สร้างประชาธิปไตย” หรือเรียกทางวิชาการว่า.... “ การปฏิวัติประชาธิปไตย”(Democratic Revolution)ของลัทธิประชาธิปไตย แต่กองทัพและรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ถูกขัดขวางจากขบวนการเผด็จการรัฐสภา(ทุนนิยมผูกขาด)ซึ่งเป็นแนวร่วมคอมมิวนิสต์(United Front) จึงไม่อาจจะสร้างประชาธิปไตยขั้นสูงสุดขั้นตอนที่ ๒ สำเร็จได้มาจนกระทั่งถึงบัดนี้ สถานการณ์ประเทศจึงกำลังจะหวนกลับมาสู่สถานการณ์สงครามอีกครั้งหนึ่ง แต่กองทัพแห่งชาตินำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ได้ใช้กฎอัยการศึก พ.ศ. ๒๔๕๗)ซึ่งเป็นรูปหนึ่งของกฎหมายสูงสุด(Supreme Law) คือ... “ความมั่นคงแห่งชาติและความปลอดภัยของประชาชนเป็นกฎหมายสูงสุด” สูงกว่ากฎหมายหลักคือรัฐธรรมนูญ(Principle Law) และกฎหมายสามัญ(Common Law) เข้าแก้ปัญหาด้วยการเจรจาอย่างสันติ แต่ไม่อาจจะยุติปัญหาได้ จึงเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศอย่างสันติและถูกฎหมาย โดยอ้างกฎหมายสูงสุดคือ... “เพื่อความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน” โดยตั้งเป็น.. “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” (คสช.) อันเป็นองค์การที่ถืออำนาจอธิปไตยหรืออำนาจรัฐชนิดสูงสุดอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดสิ้นเชิง จึงเป็นองค์การรัฎฐาธิปัตย์สูงสุด(The Supreme Sovereignty) และได้กำหนดแนวทางเป็น 3 ขั้นตอน คือ...

- ขั้นตอนที่ ๑...คือ.. “สร้างความปรองดองแห่งชาติ” ใช้เวลาประมาณ ๓ – ๔ เดือน

- ขั้นตอนที่ ๒...คือ.. “ทำการปฏิรูปโครงสร้างการเมืองและอื่นๆ” ใช้เวลาประมาณ ๑ ปี

- ขั้นตอนที่ ๓...คือ.. “ทำการเลือกตั้งทั่วไป” ใช้เวลาตามสมควร

การสร้างความปรองดองแห่งชาติตามที่ คสช.กำหนดแนวทางไว้นั้น จะบรรลุความสำเร็จได้จะต้องมีมาตรการวิธีการที่ถูกต้องสอดคล้องกับเงื่อนไขของยุคสมัยปัจจุบันดังต่อไปนี้...

๒. ความปรองดองแห่งชาติ(National Reconciliation) นั้น เป็นความสามัคคีหรือความปรองดองในยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่(Modern History) ที่ประเทศชาติเราใช้รูปของรัฐแบบ.. “รัฐแห่งชาติ”(National State) อันเป็นรัฐสมัยใหม่ ดังเช่น ความสามัคคีที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ร.๕ ร.๖ ร.๗ ร.๙ และนโยบาย ๖๖/๒๓ ได้สร้างขึ้นตามลัทธิชาติ(Nationalism) และลัทธิประชาธิปไตย(Democracy) เพื่อต่อสู้เอาชนะลัทธิล่าอาณานิคม(Colonialism)และลัทธิคอมมิวนิสต์(Communism) อันเป็นการสร้างความสามัคคีหรือความปรองดองตามกฎเกณฑ์ของยุคทุนนิยม(Capitalism) จึงประสบความสำเร็จ นั่นคือ...จะต้องศึกษาปัญหาชาติ(National Problem)หรือการสร้างชาติสมัยใหม่ตั้งรัฐแห่งชาติอันเป็นรัฐเอกราชตามลัทธิชาติโดย ร.๕ หรือชาตินิยมแบบประชาธิปไตยโดย ร.๖ และปัญหาประชาธิปไตย(Democratic Problem)หรือการสร้างประชาธิปไตยให้ก้าวหน้าทันสมัยในขั้นตอนที่ 1 เพื่อต่อสู้เอาชนะสงครามล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตกฝรั่งต่างชาติอริราชศัตรู ทำให้สามารถรักษาเอกราชไว้ได้ และต้องศึกษาการต่อสู้เอาชนะภัยของลัทธิคอมมิวนิสต์ด้วยการสร้างประชาธิปไตยตามนโยบาย ๖๖/๒๓ ทั้ง ๒ ขั้นตอน จึงจะเป็นการสร้างความสามัคคีของชาติสมัยใหม่หรือความปรองดองของชาติสมัยใหม่(Unity or Reconciliation of National State in Modern History)

ไม่ใช่ความสามัคคีหรือความปรองดองในยุคประวัติศาสตร์สมัยกลาง(Middle Age)ที่ใช้รูปของรัฐแบบ.. “รัฐเจ้าครองนคร”(Feudal State) อันเป็นรัฐสมัยเก่า ดังเช่น พระนเรศวร และพระเจ้าตากสิน ใช้ลัทธิเจ้าครองนคร(Feudalism) และลัทธิรักชาติ(Patriotism) ต่อสู้กอบกู้ชาติเอาชนะลัทธิแผ่กฤษฎานุภาพ(Expansionism) และลัทธิอ้างความเป็นเจ้า(Hegemonism) ของพม่าข้าศึก อันเป็นการสร้างความสามัคคีหรือความปรองดองตามกฎเกณฑ์ของยุคสมัยกลาง(Medieval Order) จึงประสบความสำเร็จในการต่อสู้กอบกู้กรุงศรีอยุธยาได้ แต่จะเอามาใช้กับปัจจุบันในยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่นั้น ย่อมไม่สอดคล้องไม่สามารถจะแก้ปัญหาชาติและประชาชนได้สำเร็จ แต่ใช้ยกระดับจิตสำนึกรักษารักแผ่นดินได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น อันเป็นการสร้างความสามัคคีแห่งรัฐสมัยกลางหรือความปรองดองแห่งรัฐสมัยกลาง(Unity or Reconciliation of Feudal State in Middle Ate)

ดังนั้น จึงเป็นการสร้างความปรองดองแห่งชาติ หรือสร้างความสามัคคีแห่งชาติตามกฎเกณฑ์อย่างถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์บริบูรณ์คือ... “เอาการสร้างความปรองดองตามกฎเกณฑ์ของชาติสมัยใหม่เป็นส่วนหลัก...เอาการสร้างความปรองดองตามกฎเกณฑ์ของสมัยกลางเป็นส่วนประกอบ” นั่นเอง
โดยทำการศึกษาและเผยแพร่ รณรงค์ให้ประชาชนทั้งประเทศรู้ประวัติศาสตร์ทั้ง 2 ยุคสมัยอย่างสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบครบถ้วน(Systematically) และรู้ว่าจะสานต่อการแก้ปัญหาชาติสมัยใหม่ที่ยังขาดอยู่ในขั้นตอนที่ 2 อย่างไร เป็นบันได ๓ ขั้น คือ...

บันไดขั้นที่ ๑...การต่อสู้เอาชนะพม่าข้าศึกนักล่าประเทศราช(Expansionist) โดยสมเด็จพระนเรศวร และพระเจ้าตากสิน อันเป็นการสร้างความปรองดองแห่งรัฐเจ้าครองนครสมัยเก่า

บันไดขั้นที่ ๒...การต่อสู้เอาชนะฝรั่งต่างชาตินักล่าอาณานิคม(Colonialist) โดยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ร.๕ อันเป็นการสร้างความปรองดองแห่งชาติสมัยใหม่

บันไดขั้นที่ ๓...การต่อสู้เอาชนะคอมมิวนิสต์(Communist) โดยกองทัพแห่งชาติ ตามนโยบาย ๖๖/๒๓ ทั้งยุทธศาสตร์ ๒ ขั้นตอน อันเป็นการสร้างความปรองดองแห่งชาติสมัยใหม่

๓. การสร้างความปรองดองแห่งชาติ หรือการสร้างความสมานฉันท์แห่งชาติ หรือการสร้างความสามัคคีแห่งชาติ ที่ผ่านมาทุกรัฐบาลล้วนประสบความล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิงเช่นเดียวกัน เพราะเป็นการสร้างความปรองดองโดยไม่รู้จักความขัดแย้งและไม่ได้แก้ปัญหาความขัดแย้ง(Contradiction) ดังนั้น ถ้าต้องการจะสร้างความปรองดองแห่งชาติจะแก้ปัญหาความขัดแย้งให้สำเร็จ ทั้งความขัดแย้งทางโครงสร้าง(Structural Contradiction)อันเป็นโครงสร้างชั้นล่าง และความขัดแย้งทางความคิด(Thinking Contradiction)อันเป็นโครงสร้างขั้นบน ดังต่อไปนี้...
๓.๑) ความขัดแย้งทางโครงสร้าง(Structural Contradiction)

ในระบบทุนนิยมมีความขัดแย้ง 3 ระดับ คือ...(๑) ความขัดแย้งพื้นฐานระหว่างเศรษฐกิจกับการเมือง (๒) ความขัดแย้งหลักระหว่างประชาชนกับผู้ปกครอง (๓) ความขัดแย้งภายในขบวนการเผด็จการ ซึ่งส่งผลความขัดแย้งจากความขัดแย้งพื้นฐาน..ไปสู่..ความขัดแย้งหลัก..ไปสู่..ความขัดแย้งในขบวนเผด็จการ เป็นตามลำดับอันเป็นกฎเกณฑ์

(๑)...ความขัดแย้งพื้นฐาน ระหว่าง.. “เศรษฐกิจที่ก้าวหน้า..กับ..การเมืองที่ล้าหลัง” คือ ความขัดแย้งระหว่าง.. “ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม..กับ..ระบอบการเมืองเผด็จการ” อันเกิดจากความขัดแย้งภายในสุดของระบบทุนนิยมคือ.. “ความขัดแย้งระหว่างพลังการผลิต..กับ..ความสัมพันธ์การผลิต” (Power of Production & Relation of Production) ประเทศไทยได้ใช้ระบบเศรษฐกิจเสรีหรืออุตสาหกรรมมายาวนาน จะต้องเปลี่ยนการปกครองให้สอดคล้องกันให้เป็นระบอบประชาธิปไตย (จาก..ระบบ..มาสู่..ระบอบ) คือ..ยกเลิกการปกครองระบอบเผด็จการที่เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อระบบเสรีนิยม(อุตสาหกรรม) สร้างระบอบประชาธิปไตยที่ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม(อุตสาหกรรม) แต่ประเทศไทยพัฒนาระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม(อุตสาหกรรม)มายาวนานนับกว่า 100 ปี แต่ไม่มีการยกเลิกระบอบเผด็จการ สร้างระบอบประชาธิปไตย จึงเกิดความขัดแย้งที่อัดแน่นยิ่งขึ้นๆทุกขณะ จนเกิดการระเบิดออกมาในรูปของวิกฤติจลาจล มิคสัญญีกลียุค และสงครามกลางเมือง(Civil War) ต่างๆมากมายตลอดมา

เพราะ พลังการผลิตที่ก้าวหน้า..ขัดแย้งกับ..ความสัมพันธ์การผลิตที่ล้าหลัง นั่นคือ.. “พลังการผลิต..จะผลักดัน..ความสัมพันธ์การผลิต” (พลังการผลิตเป็นพลังผลักดัน-Active หรือ Dynamic แต่ความสัมพันธ์การผลิตเป็นส่วนถูกผลักดัน-Passive หรือ Static) นำไปสู่ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม..จะผลักดัน..ให้เกิดระบอบการเมืองประชาธิปไตย เพราะเศรษฐกิจเป็นรากฐานของการเมืองการปกครอง(Economic Base) แต่เมื่อความขัดแย้งตามธรรมชาติดังกล่าวถึงขัดขวาง ไม่ให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ความขัดแย้งคือ..เปลี่ยนการปกครองให้สอดคล้องเป็นระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นความขัดแย้งที่เป็นคุณหรือสร้างสรรค์(Perspective Contradiction) ก็จะเกิดการอัดแน่นขึ้นๆ จนเกิดเป็นความขัดแย้งที่ทำลาย(Destructive Contradiction) อุตสาหกรรมจะทำลายเกษตรกรรมเกิดปรากฏการณ์.. “ชนบทล่มสลาย...เมืองใหญ่วิกฤตการณ์” ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กจะถูกทำลายลงเกิดปรากฏการณ์.. “วิกฤติกลียุคเศรษฐกิจ...การเมืองเป็นพิษมิคสัญญี”

(๒)...ความขัดแย้งหลักระหว่างประชาชนกับผู้ปกครอง(Principle Contradiction)
ความขัดแย้งพื้นฐานดังกล่าว ได้ส่งผ่าน หรือก่อผลสะเทือน ผลักดันให้เกิดความขัดแย้งหลัก ระหว่าง.. “ประชาชน..กับ..ผู้ปกครอง” คือ...ประชาชนจะซึมซับเอาความขัดแย้งทางโครงสร้างในด้านส่วนที่ก้าวหน้าฝ่ายประชาธิปไตย ส่วนผู้ปกครองอยู่ในส่วนที่ล้าหลังฝ่ายระบอบเผด็จการอย่างเป็นไปเอง นั่นคือ ประชาชนต้องการระบอบประชาธิปไตย แต่ผู้ปกครองรักษาระบอบเผด็จการไว้ อันเป็นความขัดแย้งที่มีอยู่ตามธรรมชาติถ้าเราใช้ระบบทุนนิยม จะไม่ให้มีความขัดแย้งไม่ได้ เราทำได้แต่เพียงปรับให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของความขัดแย้ง คือ สร้างประชาธิปไตยตามความขัดแย้งที่ผลักดันให้เปลี่ยนแปลงไปตามยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ นั่นคือ... “ปรับเงื่อนไขทางอัตตะวิสัย(Subjective Factor) ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขทางภาวะวิสัย(Objective Condition)”
ถ้ามนุษย์ไม่สามารถสะท้อนภาพของความขัดแย้งดังกล่าวได้ และไม่ยินยอมทำตามกฎเกณฑ์ของความขัดแย้ง...ก็จะทำให้มนุษย์เกิดความขัดแย้งกับกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ไม่ยอมทำการเปลี่ยนแปลงให้มีระบอบประชาธิปไตย รักษาระบอบเผด็จการไว้ ความขัดแย้งหลักดังกล่าวก็จะอัดแน่นเกิดระเบิดเป็นวิฤตการณ์ต่างๆอย่างทั่วด้าน ทั้งวิกฤตการณ์ทางการเมือง ทั้งวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ทั้งวิกฤตการณ์ทางวัฒนธรรม เป็นวิกฤตการณ์สังคม(Social Crisis) หรือ อัตตะวิสัย(Subjective)..ขัดแย้งกับ..ภาวะวิสัย(Objective) และประชาชนที่สะท้อนภาพความขัดแย้งทางโครงสร้างได้อย่างถูกต้อง และต้องการจะทำตามกฎแห่งความเปลี่ยนแปลง แต่ผู้ปกครองไม่สามารถสะท้อนภาพความขัดแย้งได้จึงไม่ทำตามกฎแห่งความขัดแย้งดังกล่าว จึงเกิดความขัดแย้งกับประชาชน เกิดการต่อสู้กันเป็น จลาจลนองเลือด มิคสัญญีกลียุค สงครามกลางเมือง

ประเทศไทยมีระบอบเผด็จการ 2 รูป คือ...
- ระบอบเผด็จการรัฐประหาร(เผด็จการทหาร)
- ระบอบเผด็จการรัฐสภา(เผด็จการพลเรือน)
ประชาชนถูกแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย คือ...

(๒.๑) “ม็อบเสื้อเหลือง”...ต่อต้านระบอบเผด็จการรัฐสภา เป็นมวลชนช่วยรักษาระบอบเผด็จการให้กับพรรคปกครองอีกฝ่ายหนึ่ง โดยเอาระบอบเผด็จการรัฐประหารเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทำลายระบอบเผด็จการรัฐสภา อันเป็นแนวทางลัทธิรัฐธรรมนูญของคณะราษฎร เพราะสะท้อนภาพความขัดแย้งไม่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์แห่งความขัดแย้งแห่งยุคสมัยใหม่ หรือสะท้อนถูกด้านเดียว แต่ไม่ใช่ความผิดของประชาชน(ม็อบเสื้อเหลือง) แต่เป็นความเห็นผิดมิจฉาทิฎฐิต่างหาก อนึ่ง คอมมิวนิสต์ซึ่งเหลือแก้ว ๒ ดวง คือ.. “พรรค และ แนวร่วม”...ได้เข้าทำแนวร่วมระดับหนึ่งกับม็อบเสื้อเหลืองโดยไม่รู้ตัว เพื่อยกระดับขึ้นสู่สงครามกลางเมืองขั้นตอนใหม่อันเป็นแก้วดวงที่ ๓ และพัฒนาไปสู่สงครามประชาชนยึดประเทศเป็นคอมมิวนิสต์ต่อไป ต่อไป

(๒.๒) “ม็อบเสื้อแดง”..ต่อต้านระบอบเผด็จการรัฐประหาร เป็นมวลชนช่วยรักษาระบอบเผด็จการให้กับพรรคปกครองอีกฝ่ายหนึ่ง โดยเอาระบอบเผด็จการรัฐสภาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้โค่นล้มระบอบเผด็จการรัฐประหาร อันเป็นแนวทางลัทธิรัฐธรรมนูญของคณะราษฎร เพราะสะท้อนภาพความขัดแย้งไม่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์แห่งความขัดแย้งแห่งยุคสมัยใหม่ หรือสะท้อนถูกด้านเดียว ซึ่งไม่ใช่ความผิดของประชาชน(ม็อบเสื้อแดง) แต่เป็นความเห็นผิดมิจฉาทิฎฐิต่างหาก อนึ่ง คอมมิวนิสต์ซึ่งเหลือแก้ว ๒ ดวงคือ.. “พรรค และ แนวร่วม”...ได้เข้าทำแนวร่วมระดับหนึ่งกับม็อบเสื้อแดงโดยไม่รู้ตัว เพื่อยกระดับขึ้นสู่สงครามกลางเมืองขั้นตอนใหม่อันเป็นแก้วดวงที่ ๓ และพัฒนาไปสู่สงครามประชาชนยึดประเทศเป็นคอมมิวนิสต์ ต่อไป

(๒.๓) “มวลชนประชาธิปไตย”..ที่ต่อสู้เอาชนะระบอบเผด็จการทั้ง ๒ รูป และสร้างระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ตามแนวทางลัทธิประชาธิปไตยที่ถูกต้องของ ร.๕ ร.๖ ร.๗ และนโยบาย ๖๖/๒๓ เพราะสามารถสะท้อนภาพความขัดแย้งได้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ และต้องการจะทำการเปลี่ยนแปลงตามกฎเกณฑ์แห่งความขัดแย้งแห่งยุคสมัยใหม่ ดังเช่น มวลชนประชาธิปไตยของขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ (สภาประชาชนปฏิวัติประชาธิปไตยแห่งชาติ) เป็นต้น
หมายเหตุ...ความขัดแย้งหลักระหว่างประชาชนกับผู้ปกครองที่เกิดจากความขัดแย้งพื้นฐานจะคลี่คลายจากความขัดแย้งทำลายเปลี่ยนเป็นความขัดแย้งสร้างสรรค์ ก็ต่อเมื่อได้สร้างระบอบประชาธิปไตยให้สำเร็จ ให้มีวิธีคิดประชาธิปไตย มีพรรคมวลชนประชาธิปไตย มีรัฐบาลประชาธิปไตย มีรัฐสภาประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย มีมวลชนประชาธิปไตย มีการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย(หนึ่งคน หนึ่งเสียง-One Man One Vote & เลือกตั้งเสรี-Free Vote)

(๓)...ความขัดแย้งในขบวนการเผด็จการ(Dictatorial Contradiction)
ในขบวนการเผด็จการมี ๒ พวก คือ...

(๓.๑) “ความขัดแย้งระหว่างเผด็จการรัฐประหาร..กับ..เผด็จการรัฐสภา” ที่ต่อสู้แย่งชิงอำนาจกัน แต่ตอนหลังจากคณะรัฐประหาร รสช.พ.ศ. ๒๕๓๔ และคมช.พ.ศ. ๒๕๔๙ คณะรัฐประหารไม่ได้รักษาระบอบเผด็จการรัฐประหาร(ระบอบเผด็จการทหาร)อีกต่อไปแล้ว เพราะเป็นระบอบเผด็จการที่เก่าเกินไปที่จะดำรงอยู่ได้ในยุคสมัยปัจจุบันเพราะไม่สามารถจะหลอกลวงประชาชนว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยได้ แต่กลับเป็นการรักษาระบอบเผด็จการรัฐสภาที่หลอกลวงประชาชนและกองทัพว่าเป็นระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น ความขัดแย้งระหว่างระบอบเผด็จการรัฐประหาร..กับ..ระบอบเผด็จการรัฐสภาก็หมดไปแล้วอย่างสิ้นเชิง เพราะระบอบเผด็จการทหารไม่มีอีกแล้ว การรัฐประหารตอนหลังเป็นเพียง.. “วิธีการอย่างหนึ่งในการรักษาระบอบเผด็จการรัฐสภา”..เช่นเดียวกับ.. “วิธีการเลือกตั้ง” แต่คณะ คสช.พ.ศ. ๒๕๕๗ เป็นคณะฯที่จะทำการยกเลิกระบอบเผด็จการทั้ง ๒ รูป เพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ตามกฎเกณฑ์แห่งความขัดแย้งที่ถูกต้องในยุคสมัยใหม่ ต่อไป

(๓.๒) “ความขัดแย้งระหว่างระหว่างเผด็จการรัฐสภาฝ่ายหนึ่ง..กับ..เผด็จการรัฐสภาอีกฝ่ายหนึ่ง” เช่น ความขัดแย้งระหว่างพรรคฝ่ายค้าน..กับ..พรรคฝ่ายรัฐบาล อันเป็น.. “คนละพรรค..แต่พวกเดียวกัน” คือพวกเผด็จการรัฐสภา หรือเผด็จการพลเรือน ต่อสู้แย่งชิงอำนาจกัน..โดยดึงเอาม็อบเสื้อแดงและม็อบเสื้อเหลือง และดึงเอากองทัพมาเป็นกำลังต่อสู้แย่งชิงอำนาจและรักษาอำนาจให้แก่พรรคของตน ด้วยการหลอกลวงว่าพรรคของตนเองเป็นประชาธิปไตย...แต่พรรคฝ่ายตรงข้ามเป็นเผด็จการ ดังเช่น ความขัดแย้งของขบวนการเผด็จการรัฐสภา ๒ ฝ่าย ๒ พรรค ๒ ม็อบ ในวิธีคิดลัทธิรัฐธรรมนูญอันเป็นลัทธิเผด็จการของคณะราษฎร...ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ได้โค่นล้มยุติลงไปเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ที่ก่อให้เกิดสภาวะอนาธิปไตยสุดขีด ที่กำลังจะยกระดับไปสู่มิคสัญญีกลียุค และสงครามกลางเมืองขั้นตอนใหม่ นั่นเอง
หมายเหตุ...ความขัดแย้งในขบวนการเผด็จการจะหมดสิ้นไป...เมื่อทำการยกเลิกระบอบเผด็จการรัฐสภาอย่างขุดรากถอนโคนทั้งวิธีคิดเผด็จการ(ลัทธิรัฐธรรมนูญ) พรรคเผด็จการ รัฐบาลเผด็จการ รัฐสภาเผด็จการ รัฐธรรมนูญเผด็จการ ม็อบเผด็จการ การเลือกตั้งแบบเผด็จการ

๔. ความขัดแย้งทางความคิด(Thinking Contradiction)
ความขัดแย้งทางความคิดที่เป็นอัตตะวิสัยย่อมสะท้อนภาพมาจากความขัดแย้งโครงสร้างอันเป็นภาวะวิสัย ซึ่งก็จะเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของความขัดแย้งตามธรรมชาติแห่งยุคสมัยใหม่ จึงไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใดทั้งสิ้น อันเป็นไปตามหลักปรัชญาที่ว่า... “จิตคือภาพสะท้อนของวัตถุในสมองคน” เมื่อจิตสามารถสะท้อนภาพวัตถุได้ถูกต้องก็จะเป็นทำการเปลี่ยนแปลงไปตามกฎเกณฑ์ทุกประการ นั่นคือ... “ขัดแย้ง..ไปสู่..เคลื่อนไหว..ไปสู่..เปลี่ยนแปลง..ไปสู่..พัฒนา” ซึ่งก็เป็นไปตามการสะท้อนภาพที่ถูกต้องตามข้อความดังกล่าวข้างต้นนี้ทั้งสิ้น

แต่มีปัญหาความคิดอย่างหนึ่งที่ผิดกฎเกณฑ์ธรรมชาติอันเป็นสัจธรรม(Truth)ที่มาจากความจริงแท้(Reality)..คือ..ปัญหาความเห็นผิด(มิจฉาทิฎฐิ) หรือปัญหาทฤษฎีผิด หรือ “Wrong Theoretical Problem” ซึ่งเป็นปัญหาแรกที่สุดของปัญหาความคิด อันเป็นไปตาม...

- ระบบความคิด(System of Thinking) หรืออุดมการณ์(Ideology)แห่งโลกสังคม(Social World) ในส่วนของ.. “วิธีคิด”(Way of Thinking) คือ...ทฤษฎี(Theory)..ไปสู่..แนวทาง(Line)..ไปสู่..หลักนโยบาย(Program & Platform)..ไปสู่..นโยบาย(Policy)..ไปสู่..มาตรการและวิธีการ(Measure & Tactic)..ไปสู่..ยุทธศาสตร์และยุทธวิธี(Strategy & Tactic) ดังเช่น ปัญหาความเห็นผิดว่า... “โลกแบบ” เปลี่ยนมาเป็นเห็นถูกว่า.. “โลกกลม”

- ระบบมรรค 8 ของพระพุทธศาสนาแห่งโลกความคิดจิตใจ(Spiritual World) คือ... “จาก..เห็นถูก..ไปสู่..คิดถูก..ไปสู่..พูดถูก..ไปสู่..ทำถูก..ไปสู่..เลี้ยงชีพถูก..ไปสู่..พยายามถูก..ไปสู่..สติถูก..ไปสู่..สมาธิถูก” ดังเช่น ปัญหาความเห็นผิดว่า.. “สุดโต่งไป ๒ ทางแห่งความเห็นผิด” เปลี่ยนเป็นความเห็นถูกว่า.. “อริยสัจ ๔ จะทำให้พ้นทุกข์”

ปัญหาความเห็นผิดของประเทศไทยที่เป็นปัญหาแรกที่สุดที่จะต้องแก้ไขก่อนปัญหาอื่นทั้งสิ้น..คือ..
“เห็นผิดว่าปัญหาประเทศไทยคือ..ระบอบดี..แต่..คนเลว”
“เห็นผิดว่าระบอบเผด็จการรัฐสภา..คือ..ระบอบประชาธิปไตย”

ดังนั้น ก็จะเป็นเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง.. “คน..กับ..คน” ที่ต่างโทษกันไปกันมาว่า.. “คนนี้ คนนั้น คนโน้น...เป็นต้นเหตุของปัญหาชาติและประชาชน”...ความขัดแย้งจึงรุนแรงที่สุด เป็นความขัดแย้งที่ทำลายหรือไม่สร้างสรรค์ ต้องแตกสามัคคี แตกแยกแตกหัก เข้าต่อสู้ทำลายโค่นล้มฆ่าฟันกัน ดังเช่น ม็อบเสื้อแดง ม็อบเสื้อเหลือง เป็นความขัดแย้งที่ผิดต่อข้อเท็จจริงที่ดำรงอยู่จริง ไม่ไปโทษระบอบ ไม่ไปขัดแย้งต่อสู้ยกเลิกระบอบ เพราะเห็นผิดว่าระบอบดีแล้ว แต่คนเลว นั่นเอง
สรุปอยู่ในคำเดียวคือ.. “โทษคน..คือ..แตกแยกฆ่าฟันกัน”

ซึ่งเป็นความเห็นที่ผิดต่อข้อเท็จจริง(Fact) ที่ดำรงอยู่ตามจริงในการปกครองของประเทศไทย ที่มีมายาวนานกว่า ๘๑ ปี ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เพราะข้อเท็จจริงของปัญหาประเทศไทยที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันนี้อันเป็นภาวะวิสัย(Objective) ที่เป็นความเห็นถูกทางอัตตะวิสัย(Subjective) คือ...
“เห็นถูกว่าปัญหาประเทศไทยคือ..ระบอบเลว..แต่..คนดี”
“เห็นถูกว่าระบอบปัจจุบันคือ..ระบอบเผด็จการรัฐสภา”

ดังนั้น จะเป็นเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง.. “ระบอบเลว..กับ..คนดี” ที่หันไปโทษระบอบเลว..ไม่หลงผิดไปโทษคน..ให้ขัดแย้งรุนแรงฆ่าฟันโค่นล้มถล่มทำลายกัน ให้แตกสามัคคี แตกแยก แตกหักกันในระหว่างคนในชาติเดียวกันแต่อย่างใดทั้งสิ้น...แต่คนทุกฝ่ายจะหันหน้ามารวมกันสามัคคีกัน ปรองดองกันในชาติ...เพื่อต่อสู้ยกเลิกระบอบเลว.. “ระบอบเผด็จการรัฐสภา”ที่เป็นต้นเหตุของปัญหาชาติและปัญหาประชาชน แล้ว “สร้างระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง” ต่อไปโดยสวัสดี อย่างสันติอหิงสาพุทธ ไม่หลงรักษาระบอบเผด็จการรัฐสภา(เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นระบอบประชาธิปไตย)ไว้ให้ทำลายชาติและทำร้ายประชาชนอีกต่อไป ซึ่งสรุปอยู่ในคำเดียว คือ.. “โทษระบอบ..คือ..สามัคคีปรองดองกัน”

ดังนั้น การแก้ปัญหาความคิดโดยเฉพาะ.. “ปัญหาความเห็น”..อันเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดของปัญหาความคิดนั้น...จะเป็นกุญแจทองที่ไขไปสู่ประตูแห่งความสำเร็จ แห่งชัยชนะ แห่งทางออก แห่งทางรอด แห่งทางเจริญรุ่งเรือง...ซึ่งต้องดำเนินการตามหลักวิชาของพระพุทธศาสนา และตามหลักวิชาของวิทยาศาสตร์สังคม คือ...
- ขั้นตอนที่ ๑...คือ.. “สร้างความเห็นถูก”(สัมมาทิฐิ)..ให้เกิดขึ้นใน คสช.และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น
- ขั้นตอนที่ ๒...คือ.. “สร้างความเห็นถูกออกไปทั่วประเทศ”(ทิฎฐิสามัญญตา)..ให้เกิดขึ้นกับประชาชน...ก็จะบังเกิด.. “ความปรองดองแห่งชาติทางความเห็น”..ก็จะนำไปสู่ความปรองดองแห่งชาติในการปฏิบัตินโยบายแก้ปัญหาชาติและแก้ปัญหาประชาชนต่อไปอย่างเป็นไปเอง...โดยมาตรการ.. “อธิบาย อธิบาย อธิบาย และอธิบาย” ทั้งภายในและภายนอก..ด้วยการใช้สื่อมวลชน(Press Organ)ทุกแขนง

และนิมนต์พระสงฆ์ในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณ(Spiritual Leader) จำนวน ๓ – ๔ แสนรูปทั่วประเทศ ให้.. “เทศนา เทศนา เทศนา และเทศนา” อันเป็นการ.. “เทศนาธรรมนะปรองดองแห่งชาติ” อันเป็นกิจของสงฆ์อยู่แล้ว ดังพุทธภาษิตว่า.. “สุขขา สังฆัสสะ สาม




จดหมายเปิดผนึก ฉบับที่ 8/2557 เรื่อง ด่วน คสช. ระวังอันตราย...!!! จากภัยของรัฐธรรมนูญชั่วคราวของลัทธิเผด็จการ

"ภัยจากลัทธิรัฐธรรมนูญต่อประเทศไทย"...!!! 
เรียน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
เรื่อง ด่วน...คสช.อันตราย..จากภัยรัฐธรรมนูญชั่วคราวของลัทธิเผด็จการ 
จดหมายเปิดผนึก 
สภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ 
ฉบับที่ 8/2557
วันที่ 2 กรกฎาคม 2557

เรื่อง ด่วน คสช. ระวังอันตราย...!!! จากภัยของรัฐธรรมนูญชั่วคราวของลัทธิเผด็จการ
เรียน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ตามที่นายวิษณุ เครืองาม ได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี พ.ศ. 2557 เสร็จแล้วจำนวน 45 มาตรา โดยมี..“8 ประเด็นปัญหาใหญ่”..และ.. “ปัญหาการนิโทษกรรมซึ่งกำหนดในรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง ทำให้ คสช.ยอมรับว่าทำการรัฐประหารที่ผิดกฎหมายและรุนแรง”...ตามที่หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ได้ลงตีพิมพ์พาดหัวว่า.."คสช.ขี่รัฐบาล !" ทำให้เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมาอย่างมากมายโดยทันที...เพราะขณะนี้เป็นช่วงระยะเวลาของงาน.."นโยบาย"..เพื่อยกเลิกระบอบเผด็จการรัฐสภา สร้างระบอบประชาธิปไตย และนำเอาระบอบประชาธิปไตยไปแก้ปัญหา อย่างทั่วด้าน ทั้งด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ด้านวัฒนธรรม ด้านสังคม ด้านความมั่นคง ด้านระหว่างประเทศ ฯลฯ ให้แล้วเสร็จเสียก่อน...แล้วจึงมาร่างรัฐธรรมนูญรักษาความสำเร็จของการสร้างประชาธิปไตยอย่างทั่วด้านไว้ในรัฐธรรมนูญต่อไป...การร่างรัฐธรรมนูญก็จะไม่เกิดปัญหาขึ้นมาดังเช่นที่ร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี พ.ศ. 2557 ที่กำลังก่อปัญหาใหญ่ให้แก่ คสช.และประเทศชาติดังเช่นข้อเท็จจริง(Fact)ที่เป็นประจักษ์พยานหลักฐานยืนยันอยู่ในขณะนี้...แต่ถ้า คสช.ไปปฏิบัติภารกิจในด้านนโยบายให้แล้วเสร็จเสียก่อน...ก็จะไม่มีปัญหาภัยของรัฐธรรมนูญของลัทธิเผด็จการมาทำลาย คสช.และทำลายภารกิจของ คสช.ให้พังไปเลยแม้แต่น้อย...ตอนนี้เป็นช่วงระยะเวลาของการปฏิบัตินโยบายแก้ปัญหาชาติและแก้ปัญหาประชาชนให้สำเร็จเสร็จสิ้นเสียก่อน...โดย คสช. ใช้อำนาจอธิปไตยสูงสุดสมบูรณ์เข้าปฏิบัตินโยบายได้อย่างสะดวกรวดเร็วให้บรรลุความสำเร็จได้อย่างง่ายดายเพราะ.. “มีอำนาจเต็ม(Might is right)ย่อมมีความชอบธรรมในการใช้อำนาจปฏิบัตินโยบาย เพราะการปฏิบัตินโยบายนั้น” จะมีความยืดหยุ่น จนกว่าจะแล้วเสร็จ โดยไม่มีอุปสรรคต่อการปฏิบัตินโยบายอย่างเด็ดขาด และไม่มีความผิดแต่อย่างใดทั้งสิ้น ใครๆก็จะไปต่อว่าโจมตีทำลายโค่นล้ม คสช.ไม่ได้ เพราะเป็น.. “งานนโยบาย(Policy)”..อันเป็นงานสร้างประชาธิปไตยทำได้จนกว่าจะสำเร็จถ้ายังไม่สำเร็จหรือทำผิดก็แก้ไขใหม่ได้ไม่ผิดกฎหมาย...แต่ถ้าเป็น.. “งานกฎหมายรัฐธรรมนูญ”..อันเป็นงานรักษาประชาธิปไตยแล้ว จะต้องเป็นกฎหมาย(Law)ที่ต้องตายตัวไม่สามารถยืดหยุ่นได้เลยแม้แต่น้อย ถ้าไม่ทำหรือทำผิดรัฐธรรมนูญก็ไม่อาจจะทำได้เลยอย่างสิ้นเชิงและจะมีความผิดทันที

ช่วงระยะการปกครองเฉพาะกาลนี้...เป็นช่วงของนโยบายเป็นสำคัญที่สุด
ไม่ใช่ช่วงของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นช่วงท้ายสุด นั่นคือ...

- ช่วงสร้างประชาธิปไตยจะใช้นโยบายซึ่งสามารถปฏิบัตินโยบายได้สะดวก
จะไม่มีกฎหมายรัฐธรรมนูญมาเป็นอุปสรรคแต่อย่างใดทั้งสิ้น แม้จำเป็นจะต้องมีรัฐธรรมนูญ..ก็จะเป็นรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะเฉพาะกาลคือรัฐธรรมนูญชั่วคราวเพื่อสร้างประชาธิปไตย..ที่จะให้อำนาจแก่ผู้สร้างประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ไม่จำกัดอำนาจ หรือบั่นทอดลิดรอนอำนาจโดยเด็ดขาด และจะไม่จำกัดเรื่องเวลา หรือรายละเอียดต่างๆที่เป็นลักษณะของนโยบาย แต่จะเป็นหลักกว้างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่การปฏิบัตินโยบายสร้างประชาธิปไตยจนกว่าจะแล้วเสร็จ ไม่จำกัดกรอบตายตัว แต่จะให้โอกาสยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้เพื่อความสำเร็จของภารกิจเป็นเงื่อนไขชี้ขาด ดังเช่น รัฐธรรมนูญเฉพาะกาลของสมเด็จพระปกเกล้า 12 มาตรา เพียงแต่เปลี่ยนจาก.."พระปกเกล้า..มาเป็น..คณะรักษาความสงบแห่งชาติ"..เท่านั้น

- ช่วงรักษาประชาธิปไตยที่สร้างเสร็จแล้ว หลังจากช่วงสร้างประชาธิปไตยโดยนโยบายในช่วงแรก...จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรมาสะท้อนภาพและรักษาประชาธิปไตยที่สร้างเสร็จแล้วไว้ในรัฐธรรมนูญต่อไป...ซึ่งประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญถึง 18 ฉบับ แต่ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดเลยที่ทำหน้าที่อย่างถูกต้องตามกฎเกณฑ์ แต่กลับเป็นรัฐธรรมนูญที่ทำผิดหน้าที่และผิดขั้นตอนทั้งสิ้น จึงทำให้รัฐธรรมนูญเหล่านั้นถูกฉีกทิ้งทุกฉบับ ไม่อาจจะดำรงอยู่ได้เลยอย่างสิ้นเชิง นั้นคือ...
1. ผิดหน้าที่ของรัฐธรรมนูญ..คือ..ใช้รัฐธรรมนูญสร้างประชาธิปไตยแทนนโยบาย
2. ผิดขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ..คือ..ใช้รัฐธรรมนูญตั้งแต่ขั้นสร้างประชาธิปไตย
3. รัฐธรรมนูญชั่วครามหรือเฉพาะกาล..ทำผิดหน้าที่..แทนที่จะช่วยสร้างประชาธิปไตย..กลับกำหนดให้ไม่มีขั้นตอนการสร้างประชาธิปไตย..แต่ไปกำหนดก้าวข้ามให้เป็นขั้นตอนการสร้างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเลย...นั่นคือ..."รัฐธรรมนูญชั่วคราว..กำหนด..รัฐธรรมนูญถาวร" ซึ่งผิดกฎเกณฑ์ที่ถูกต้องคือ..."รัฐธรรมนูญชั่วคราว..กำหนด..การสร้างประชาธิปไตย..และ..ผลสำเร็จของการสร้างประชาธิปไตย..กำหนด..รัฐธรรมนูญฉบับถาวร"...!!!

ดร.วิษณุ เครืองาม..นักลัทธิรัฐธรรมนูญของลัทธิเผด็จการที่ทำ คมช.พังมาแล้ว...กำลังทำให้ คสช.พังอีก..โดยร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวผิดหน้าที่ผิดขั้นตอน นั่นคือ...
- "เอารัฐธรรมนูญชั่วคราว..ทำลายขั้นตอนการสร้างประชาธิปไตย"...!!!
- "เอารัฐธรรมนูญชั่วคราว..กำหนด..รัฐธรรมนูญถาวร"..ไม่กำหนดการสร้างประชาธิปไตย และไม่เอาผลสำเร็จของการสร้างประชาธิปไตย..กำหนด..รัฐธรรมนูญฉบับถาวร...!!!

ผลร้ายที่จะเกิดขึ้นคือ..."จะไม่มีระบอบประชาธิปไตยเลย...ทั้งสมบูรณ์..หรือ..ไม่สมบูรณ์"...จะมีแต่.."ระบอบเผด็จการรัฐสภาที่สมบูรณ์"..เท่านั้น และระบอบเผด็จการรัฐสภาสมบูรณ์นี้จะทำลายประเทศชาติและประชาชน..โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะทำลาย..คณะรักษาความสงบแห่งชาติให้พังไปในที่สุด เช่น เดียวกับ รสช. คมช.อย่างน่าเสียดายยิ่ง...จึงขอให้ คสช.พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา..หยุดรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ผิดพลาดนี้เดี๋ยวนี้..และใช้นโยบายสร้างประชาธิปไตยให้สำเร็จ..แล้วจึงค่อยร่างรัฐธรรมนูญสะท้อนระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง และรักษาระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงไว้ตามกฎเกณฑ์ที่ถูกต้องต่อไป ไม่ผิดพลาดซ้ำรอยประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญทั้ง 18 ฉบับที่ผ่านมาอีกต่อไป...หลุดพ้นจากลัทธิรัฐธรรมนูญอุบาทว์..ไปสู่..ลัทธิประชาธิปไตยอันเจริญศิวิไลซ์ตามแนวทางของ ร.5 ร.6 ร.7 และนโยบาย 66/23 ต่อไป

หมายเหตุ...ถ้าจำเป็นจะต้องมี.."รัฐธรรมนูญชั่วคราว" หรือ "รัฐธรรมนูญเฉพาะกาล"..ก็ขอให้แก้ไขตามแบบอย่างรัฐธรรมนูญเฉพาะกาล 12 มาตราของสมเด็จพระปกเกล้า ร.7 ก็จะนำไปสู่ความสำเร็จของการสร้างประชาธิปไตย..และการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่เป็นประชาธิปไตยที่ถูกต้องยั่งยืนยาวนานตลอดไป เช่น รัฐธรรมนูญของประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายทั่วโลก...ที่เขาสร้างประชาธิปไตยให้แล้วเสร็จก่อน...แล้วจึงร่างรัฐธรรมนูญมารักษาประชาธิปไตยไว้ต่อไป...ไม่ใช่ร่างรัฐธรรมนูญก่อนสร้างประชาธิปไตย..หรือ..สร้างประชาธิปไตยด้วยการร่างรัฐธรรมนูญ..อันเป็นการ.."กลับหัวกลับหาง" หรือ "การปลูกต้นไม้ทางยอด" หรือ "เอาโรงศพมาเป็นเปลเลี้ยงเด็ก" ..ดังเช่นความเห็นผิดมิจฉาทิฎฐิที่ครอบงำประเทศไทยมา 82 ปีแล้ว

"ถ้าเอาอย่างคณะราษฎร..ยึดถือปฏิบัติลัทธิรัฐธรรมนูญ..ก็ล้มเหลวพังแน่นอน"
"ถ้าเอาอย่างพระปกเกล้า..ยึดถือปฏิบัติลัทธิประชาธิปไตย..ก็สำเร็จชนะแน่นอน"
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา..จงเลือกเอาเถิดว่าจะเอา..แนวทางสำเร็จมีชัยชนะ...หรือล้มเหลวพ่ายแพ้พังไปในที่สุด...???
“เมื่อใช้นโยบาย...ไม่มีปัญหาใดๆ”...แต่... “เมื่อใช้รัฐธรรมนูญ...มีปัญหาใหญ่ทันที”...!!!

ขอให้ท่านโชคดีเถิดเทอญ...!!!

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และหยุดภัยของรัฐธรรมนูญชั่วคราวของลัทธิเผด็จการให้ทันต่อสถานการณ์ และเริ่มต้นสร้างประชาธิปไตยด้วยนโยบายให้เสร็จ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

(นายคงฤทธิ์ สีหานาถ)
รักษาการณ์กรรมการสภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ

(นายสมาน ศรีงาม)
ที่ปรึกษากรรมการสภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ
เลขาธิการทั่วไปขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ
ประธานคณะธรรมยาตรากอบกู้รักษาผืนแผ่นดินไทยในกรณีเขาพระวิหาร-มณฑลบูรพา

(จ.ส.ต.พันศักดิ์ คงแสง)
กรรมการสภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ

(นายพัสไสว แก้วน้ำ)
รักษาการณ์เลขาธิการกรรมการสภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ

(นางไพทูล สุนทอง)
ประธานหลักสูตรศึกษาอบรมหล่อหลอมนักปฏิวัติสันติรุ่นที่ 1 สถาบันปฏิวัติสันติพุทธ
อหิงสาธรรม สภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ ขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ
กรรมการสภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ

(นายวิชาญ ภูวิหาร)
กรรมการสภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ
กรรมการคณะธรรมยาตรากอบกู้รักษาผืนแผ่นดินไทยในกรณีเขาพระวิหาร-มณฑลบูรพา

(น.ส.แก้วแสงบุญ ธรรมให้ดี)
กรรมการสภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ

(น.ส.พรรณี กุลชาติ)
กรรมการสภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ
กรรมการคณะธรรมยาตรากอบกู้รักษาผืนแผ่นดินไทยในกรณีเขาพระวิหาร-มณฑลบูรพา

(นางบัวสี สะอาดเอี่ยม)
กรรมการสภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ

(นางงามจิตร จันทร์น้อย)
กรรมการสภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ

(นายเส็ง วงษ์พรหม)
กรรมการสภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ

(นายสุริยา สุนทอง)
กรรมการสภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ

(น.ส.เสาวลักษณ์ กัลยา)
กรรมการสภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ
...............................................................................................................................
สภาประชาชนปฏิวัติฯ 463 ซอยสวนพลู 8 แขวง/เขตสาทร กรุงเทพฯ โทร. 0898860868
..............................................................................................................................

ตัวอย่างรัฐธรรมนูญเฉพาะกาลของลัทธิประชาธิปไตยที่ถูกต้อง...!!!

ร่างรัฐธรรมนูญเฉพาะกาลของสมเด็จพระปกเกล้าที่ถูกต้อง...!!!

มาตรา ๑ อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์

มาตรา ๒ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีนายหนึ่งซึ่งรับผิดชอบ ต่อพระองค์ในการบริหารราชการแผ่นดินทั้งปวง และให้นายกรัฐมนตรีอยู่ในตำแหน่งตามพระราชอัธยาศัย

มาตรา ๓ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบในการแต่งตั้งและถอดถอนรัฐมนตรีทั้งหลาย ซึ่งเป็นเจ้ากระทรวงต่าง ๆ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์ในกิจการทั้งปวงของแต่ละกระทรวง และจะต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติภารกิจตามนโยบายทั่วไปของรัฐบาล ดังที่มีพระบรมราชโองการ และรับผิดชอบในการประสานงานระหว่างกระทรวงต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุนโยบายดังกล่าว

มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีแต่ละนายรับผิดชอบโดยตรงต่อนายกรัฐมนตรี สำหรับงานในกระทรวงของตน และให้ร่วมปฏิบัติภาคกิจตามนโยบายทั่วไปของรัฐบาลตามคำบัญชาของนายกรัฐมนตรี

มาตรา ๕ ให้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยให้คณะรัฐมนตรีประกอบด้วยรัฐมนตรีทุกนาย คณะรัฐมนตรีอาจอภิปรายปัญหาสำคัญอันเป็นประโยชน์ได้เสียร่วมกันได้แต่ให้ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบในการลงมติทั้งปวง

มาตรา ๖ ให้นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์เพื่อขอรับพระบรมราชวินิจฉัย ในปัญหาทั้งปวงอันเกี่ยวด้วยนโยบายทั่วไป และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดก็ตาม นายกรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตามพระบรมราชโองการ

มาตรา ๗ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งมนตรี 5 นาย ประกอบกันเป็น อภิรัฐมนตรีสภา ให้นายกรัฐมนตรีเป็นสมาชิกอภิรัฐมนตรีสภาโดยตำแหน่ง แต่ห้ามรัฐมนตรีนายอื่นดำรงตำแหน่งสมาชิกด้วย อภิรัฐมนตรีไม่มีอำนาจทางบริหาร ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ก็ตาม อำนาจหน้าที่ของอภิรัฐมนตรีสภามีเพียงถวายความคิดเห็นแด่พระมหากษัตริย์ ในปัญหาเกี่ยวด้วยนโยบายทั่วไป หรือปัญหาอื่นใดอันมิใช่รายละเอียดเกี่ยวกับงานบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลเท่านั้น อภิรัฐมนตรีสภาไม่มีอำนาจเสนอแนะให้แต่งตั้งใครดำรงตำแหน่งใดตลอดจนเสนอแนะรายละเอียดเกี่ยวกับการปกครอง อย่างไรก็ตาม อภิรัฐมนตรีสภามีอำนาจเปลี่ยนแปลงผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี

มาตรา ๘ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและถอดถอนสมาชิกองคมนตรีสภาตามพระราชอัธยาศัย

มาตรา ๙ ภายในระยะเวลา 3 วันนับแต่วันเสวยราชสมบัติ พระมหากษัตริย์จะทรงเลือกบุคคลหนึ่ง เป็นทายาทด้วยคำแนะนำและยินยอมขององค์มนตรีสภา บุคคลผู้จะเป็นรัชทายาทได้นั้น จะต้องเป็นโอรสของพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระบรมราชินี หรือเป็นบุคคลอื่นซึ่งอยู่ในราชตระกูล แต่ทั้งนี้ไม่จำต้องอยู่ในลำดับฐานะมีพระอิสริยยศสูง หรือมีอาวุโสสูง การกำหนดบุคคลใดให้เป็นรัชทายาทย่อมไม่อาจเพิกถอนได้ แต่อาจถูกทบทวนใหม่ได้ในเวลาสิ้นสุดของทุกกำหนด 5 ปี โดยพระมหากษัตริย์ด้วยคำแนะนำและยินยอมขององคมนตรีสภา หากพระมหากษัตริย์สวรรคตก่อนมีการเลือกรัชทายาท ให้องคมนตรีสภาเลือกบุคคลหนึ่งขึ้นเป็นรัชทายาททันทีหลังจากที่พระ มหากษัตริย์สวรรคต ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดก็ตาม สามในสี่ของสมาชิกองคมนตรีสภา ซึ่งอยู่ในราชอาณาจักร ย่อมประกอบกันเป็นองค์ประชุมกำหนดตัวรัชทายาท

มาตรา ๑๐ ภายใต้บังคับแห่งพระราชอำนาจสูงสุด ศาลฎีกาและศาลอื่นใดทั้งหลายซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงตั้งขึ้นเป็นคราว ๆ เป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการ

มาตรา ๑๑ อำนาจสูงสุดทางนิติบัญญัติเป็นของพระมหากษัตริย์

มาตรา ๑๒ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญนี้กระทำได้โดย พระมหากษัตริย์ประกอบด้วยคำแนะนำและยินยอมจากสามในสี่ของสมาชิกองคมนตรีสภา




จดหมายเปิดผนึก ฉบับที่ 9 ถึงหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

จดหมายเปิดผนึก 
สภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาต
ฉบับที่ 9/2557
วันที่ 7 กรกฎาคม 2557

เรื่อง กู้เอกราชเอาชนะต่างชาติ สู่ สร้างประชาธิปไตยเอาชนะเผด็จการรัฐสภาโดย คสช.
เรียน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ด้วย การเข้าควบคุมอำนาจการปกครองจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ผู้บริหารระบอบเผด็จการรัฐสภา...โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ได้บังเกิดปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นอย่างเป็นไปเองที่มีลักษณะเป็น... “การปฏิวัติประชาชาติ”(National Revolution) อันเป็นการต่อสู้เอาชนะการแทรกแซงครอบงำโดยอิทธิพลของต่างชาติ จะนำไปสู่เอกราชอธิปไตยของชาติที่สมบูรณ์ ดังภาพสะท้อนด้านภาวะวิสัย(Objective)ที่ต่างชาตินำโดยประเทศสหรัฐอเมริกาที่เริ่มสูญเสียอิทธิพลการแทรกแซงครอบงำประเทศไทยผ่านรัฐบาลของระบอบเผด็จการรัฐสภาที่ถูกโค่นล้มลงไป ได้กระทำการอันเป็นการแทรกแซงกิจการภายในอย่างทันทีและโจ่งแจ้ง ด้วยการประท้วง คสช.บอยคอตด้วยมาตรการต่างๆ และบีบบังคับให้กลับไปสู่ระบอบเผด็จการรัฐสภาด้วยการจัดการเลือกตั้งแบบเผด็จการเช่นเดิมโดยเร็วที่สุด และด้านอัตตะวิสัย(Subjective)ที่ประชาชนได้เกิดกระแสความคิดชาตินิยมรักและหวงแหนเอกราช(Nationalism)เพื่อต่อสู้เอาชนะการแทรกแซงครอบงำของต่างชาติโดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างรุนแรงกว้างขวางลึกซึ้งทั่วประเทศ

ได้บังเกิดลักษณะ... “อำนาจอธิปไตยของปวงชน” ขึ้นอย่างเป็นไปเองตามกฎเกณฑ์ของการเปลี่ยนแปลงในยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ หลังจากที่ คสช.ได้เข้าควบคุมอำนาจจากรัฐบาลผู้บริหารระบอบเผด็จการรัฐสภา ดังที่นักประวัติศาสตร์คนสำคัญของโลกได้บันทึกไว้ในหนังสือ Modern History of Europe โดยนาย H.D. Horn ไว้ว่า... “The falling of Bastil mean the end of the old order, and established the sovereignty of the people” แปลว่า “การพังทลายของคุกบาสตีล หมายถึงการสิ้นสุดของระบบเก่า และสถาปนาอำนาจอธิปไตยของปวงชน” อันเป็นการทำลายระบอบเผด็จการรัฐสภาที่เป็นเงื่อนไขให้ต่างชาติแทรกแซงครอบงำประเทศไทยอย่างเป็นไปเอง จึงทำให้ต่างชาติที่เข้าแทรกแซงครอบงำประเทศไทยมายาวนานโดยเฉพาะคือประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ตั้งแต่นายปรีดี พนมยงผู้นำของคณะราษฎรและขบวนการเสรีไทยได้นำเอาประเทศไทยไปพึ่ง ไปขึ้นต่อ ไปรับใช้ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ออกมาต่อต้านเป็นการใหญ่ผิดต่อหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และผิดต่อหลักการหรือผิดต่อมรรยาททางทูตอย่างร้ายแรงที่สุด ดังเช่น การจัดงานเฉลิมฉลองวันชาติอเมริกาเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2557 ไม่เชิญประเทศไทยโดย คสช.เข้าร่วมงานดังกล่าว แต่กลับเชิญอดีตรัฐบาลผู้บริหารระบอบเผด็จการรัฐสภาเข้าร่วมงาน และแสดงท่วงทำนองท่าทีเย้ยหยันท้าทายปรามาสต่อประเทศไทยและประชาชนคนไทยอย่างเลวร้ายที่สุดไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์

คสช. ถูกความต้องการประชาธิปไตยของชาติและประชาชน หรือกระแสสูงสถานการณ์ปฏิวัติของประเทศไทยเข้าครอบคลุมจนผลักดันให้ คสช.มีลักษณะเอกราชสูง(Sovereignty of the Nation)ที่เรียกว่า.. “การปฏิวัติประชาชาติ”(National Revolution) และมีลักษณะประชาธิปไตยสูง(Sovereignty of the people)ที่เรียกว่า.. “การปฏิวัติประชาธิปไตย”(Democratic Revolution) สูงยิ่งอย่างเป็นไปเองตามกฎเกณฑ์แห่งยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ในระบบทุนนิยม ที่เรียกทางรัฐศาสตร์ว่า.. “การปฏิวัติประชาธิปไตยประชาชาติ” หรือ “การปฏิวัติประชาธิปไตยแห่งชาติ” ซึ่งสะท้อนอยู่ใน 2 ปรากฏการณ์ คือ...
1. ปรากฏการณ์ต่างชาติที่ล้าหลังแทรกแซงไทยมายาวนานได้ทำการต่อต้านอย่างรุนแรงโจ่งแจ้ง
2. ปรากฏการณ์ต่างชาติที่ก้าวหน้ามีลักษณะปฏิวัติสูงได้ให้ความสนับสนุนอย่างเต็มที่ชัดแจ้ง
3. ปรากฏการณ์ประชาชนไทยส่วนใหญ่ที่มีลักษณะก้าวหน้าให้ความสนับสนุนอย่างกว้างขวาง
4. ปรากฏการณ์คนส่วนน้อยฝ่ายที่เคยอยู่ข้างฝ่ายระบอบเผด็จการรัฐสภาไม่อาจจะต่อต้านได้

ต่างชาติที่แทรกแซงครอบงำประเทศไทยมายาวนาน ยิ่งต่อต้านหรือต่อสู้กับ คสช.ยิ่งมากเท่าใดก็ยิ่งจะทำให้ คสช.และประชาชนไทยมีความรักเอกราชและรักประชาธิปไตยมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งจะทำให้ คสช.และประชาชนไทยจะสามารถพัฒนายกระดับขึ้นสู่การต่อสู้เพื่อเอาชนะต่อการแทรกแซงครอบงำของต่างชาติที่ล้าหลังมีลักษณะปฏิวัติต่ำ และต่อสู้เอาชนะต่อระบอบเผด็จการรัฐสภาอย่างมีพลังมีเอกภาพแห่งชาติมากขึ้นเท่านั้น อันเกิดจากกระแสชาตินิยม(Nationalism) กระแสประชาธิปไตย(Democracy) และกระแสความรักชาติ(Patriotism) ต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมยุคใหม่ และลัทธิเผด็จการรัฐสภา ที่หลอกลวงว่าเป็นประชาธิปไตย

การที่ต่างชาติแทรกแซงครอบงำบีบบังคับให้ประเทศไทยและประชาชนไทย...ยอมรับ.. “การเลือกตั้งแบบเผด็จการ” ของระบอบเผด็จการรัฐสภา มากขึ้นเท่าใด จะทำให้เกิดการต่อต้านมากขึ้นเท่านั้น ตามกฎเกณฑ์ของฟิสิกซ์ที่ว่า.. “Action = Reaction” คือ คสช.และประชาชนคนไทยจะต่อต้านและต่อสู้เอาชนะ.. “การเลือกตั้งแบบเผด็จการ” และยกเลิกระบอบเผด็จการรัฐสภาในท้ายที่สุด และสร้างการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย สร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาใหม่ได้สำเร็จเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ถ้า คสช.ได้ใช้แนวทางการสร้างประชาธิปไตยที่ถูกต้อง คือ แนวทางสร้างประชาธิปไตยของ ร.5 ร.6 ร.7 และนโยบาย 66/23 ขั้นตอนที่ 2 โดยประชาชนได้ให้ความสนับสนุนผลักดันช่วยให้ คสช.สร้างประชาธิปไตยให้สำเร็จตามแนวทางที่ถูกต้องดังกล่าว

คสช.ได้เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่...โดยได้ยึดถือ.. “นโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ” ที่ถูกต้องที่ประยุกต์มาจาก.. “ลักษณะพิเศษประจำชนชาติไทยอันสูงส่ง” 3 ประการ คือ 1) รักความเป็นไท(Love of Independence) 2) อหิงสา(Non-violence) 3) รู้จักประสานประโยชน์(Power of Assimilation) โดยยุติหรือยกเลิกการแทรกแซงกิจการภายในต่อประเทศไทยของต่างชาติทั้งสิ้น แล้วปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์อย่างเป็นอิสระอย่างแท้จริง โดยหลักการตามกฎเกณฑ์ของวิชารัฐศาสตร์ที่ถูกต้องที่ใช้กันทั่วโลกมี 3 มาตรการ คือ...
(1) ตัดมือต่างชาติที่เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศไทยมายาวนานตั้งแต่ในอดีต
(2) ยกเลิกอำนาจอธิปไตยของคนส่วนน้อยอันอ่อนแอที่ทำให้อธิปไตยของชาติอ่อนแอเป็นเงื่อนไขให้ต่างชาติเข้าแทรกแซงอย่างเป็นไปเอง
(3) สร้างอำนาจอธิปไตยของปวงชนที่เข้มแข็ง ที่จะทำให้อธิปไตยของชาติเข้มแข็ง เป็นเหตุให้ต่างชาติไม่สามารถแผ่อิทธิพลแทรกแซงครอบงำได้
ดังนั้น คสช. จึงถูกผลักดันให้ต่อสู้เพื่อกอบกู้เอกราชให้สมบูรณ์ ด้วยการสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง หรือ ทำให้อธิปไตยของชาติที่เข้มแข็ง โดยทำให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ซึ่งดำเนินการบนพื้นฐานที่ความสัมพันธ์ที่ถูกต้องระหว่าง.. “ด้านชาติ”(National)..กับ..”ด้านสากล”(International) คือ... “ถือด้านชาติเป็นด้านหลัก..ถือด้านสากลเป็นด้านประกอบ” ตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และกฎบัตรสหประชาชาติ โดยสรุปคือ... “ไม่ว่าสหประชาชาติหรือชาติใดๆก็ไม่สามารถจะเข้าแทรกแซงกิจการภายในของไทยได้เลยแม้แต่น้อย” ดังเช่น นโยบาย 66/23 ที่ได้แก้ปัญหาทั้งในระดับชาติ และระดับสากลได้สำเร็จแล้วในขั้นตอนที่1 เหลือเพียงขั้นตอนที่ 2 ที่ คสช.กำลังจะดำเนินอยู่ในขณะนี้ ซึ่งขึ้นอยู่กับถ้ายึดถือและปฏิบัติแนวทางที่ถูกต้องก็จะบรรลุความสำเร็จอย่างแน่นอน

อนึ่ง คสช.และการปกครองเฉพาะกาลทั้งสิ้น...เข้าทำการยกเลิกข้อตกลงและสนธิสัญญารุกรานของนักล่าอาณานิคมที่เหลืออยู่ทั้งสิ้น คือ ข้อตกลงวอชิงตัน ค.ศ. 1946 และสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 – 1907 และใช้อนุสัญญาโตเกียว ค.ศ. 1941 อันเป็นสัญญากู้ชาติแทน

ปรากฏการณ์ของการตีกลับร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ยกร่างโดยนายวิษณุ เครืองาม โดย คสช.นั้น เป็นความก้าวหน้าของ คสช.เป็นอย่างยิ่ง เพราะ คสช.ได้ปฏิเสธการเข้าครอบงำและทำลายของลัทธิรัฐธรรมนูญอันเป็นลัทธิเผด็จการที่จะบังคับให้ คสช.รักษาระบอบเผด็จการรัฐสภาไว้ ขัดขวางการสร้างประชาธิปไตย ดังเช่น การครอบงำทำลาย รสช.และ คมช.ให้พังไปในอดีต ที่ต้องการร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวในการปกครองเฉพาะกาล(Provisional Government)ของลัทธิประชาธิปไตยที่เป็นทางไปสู่ความสำเร็จของการสร้างประชาธิปไตย ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เกิดความก้าวหน้าตัด.. “วงจรอุบาทว์ของลัทธิรัฐธรรมนูญ” เพื่อไปสู่.. “วงโคจรของลัทธิประชาธิปไตย” อันเป็นการยกระดับจาก... “รัฐธรรมนูญชั่วคราวของลัทธิเผด็จการ”...ขึ้นสู่... “รัฐธรรมนูญชั่วคราวของลัทธิประชาธิปไตย” หรือ จาก.. “รัฐธรรมชั่วคราวรักษาระบอบเผด็จการรัฐสภา”...ขึ้นสู่... “รัฐธรรมนูญชั่วคราวยกเลิกระบอบเผด็จการรัฐสภา สร้างระบอบประชาธิปไตย”
กล่าวโดยสรุป ร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวของลัทธิเผด็จการ...ไปขัดแย้งทำลาย...นโยบายของ คสช.ที่ก้าวหน้าสร้างสรรค์ประชาธิปไตย จึงเกิดปรากฏการณ์ คสช.ตีกลับร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยดังกล่าว อันเป็นการให้ความสำคัญต่อ..”นโยบาย” ที่เป็นเครื่องมือสร้างประชาธิปไตยให้สำเร็จได้ และปฏิเสธรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ขัดขวางการสร้างประชาธิปไตยที่รักษาระบอบเผด็จการรัฐสภา

การปราบปรามอิทธิพลอำนาจมืดมาเฟียที่กดขี่ข่มเหงย่ำยีบีฑาประชาชนทั้งหลายนั้น เป็นทำลายรากฐานของระบอบเผด็จการรัฐสภาทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหัวคะแนนของพรรคปกครอง(Ruling Party)ของระบอบเผด็จการรัฐสภาทั้งสิ้น เมื่อ คสช.ยกเลิกรากฐานของระบอบเผด็จการรัฐสภาแล้ว...ก็สามารถยกระดับขึ้นสู่...การยกเลิกพรรคเผด็จการรัฐสภาทั้งสิ้นที่รักษาระบอบเผด็จการรัฐสภาไว้...ด้วยมาตรการ.. “ยกเลิกกฎหมายพรรคการเมืองเผด็จการ ยกเลิกกฎหมายเลือกตั้งเผด็จการ” และ “ยกเลิกระบบหัวคะแนนที่เป็นอาชญากรรมทางการเมืองทั้งสิ้น” รวมทั้งยกเลิกม็อบเผด็จการที่เป็นพลังผลักดันรักษาระบอบเผด็จการรัฐสภาก่อสภาวะอนาธิปไตยอีกด้วย เหล่านี้เป็นมาตรการหนึ่งของการสร้างประชาธิปไตย นั่นเอง

คสช.จะต้องมีอำนาจมากที่สุดในฐานะ.. “รัฎฐาธิปัตย์”(The Sovereign) เหนือกว่ารัฐบาล เหนือกว่ารัฐสภา เหนือกว่ากองทัพแห่งชาติ เหนือกว่ากลไกรรัฐหรือระบบข้าราชการและองค์กรบริหารทั้งสิ้น และเหนือกว่าองค์การอิสระทั้งปวง ตามกฎเกณฑ์และอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบของคณะปกครองผู้กุมรัฐ(กุมกลไกรัฐและกุมอำนาจแห่งรัฐ)ในฐานะพรรคปกครองสูงสุดซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนเพื่อสร้างอำนาจและผลประโยชน์ให้แก่ประชาชนคนทั้งประเทศ ตามหลัก.. “การปกครองทางผู้แทน”(Representative Government) โดย คสช.เพื่อทำหน้าที่แทนประชาชนทั้งสิ้น สร้างประชาธิปไตยครบถ้วนตามหลักการปกครอง(Principle of Government) 5 หลักตามลำดับ คือ...
(1) สร้างอำนาจอธิปไตยของปวงชน(Sovereignty of the people)
(2) สร้างเสรีภาพของบุคคลบริบูรณ์(Freedom of person)
(3) สร้างความเสมอภาค(Equality)
(4) สร้างกฎหมายให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม(Rule of law)
(5) สร้างการปกครองจากการเลือกตั้ง(Elected Government)
และใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนไปสร้างประชาธิปไตยอย่างทั่วด้านทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคม ฯลฯ จึงร่างรัฐธรรมนูญมาสะท้อนภาพความสำเร็จของการสร้างประชาธิปไตยอย่างทั่วด้านไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็จะทำให้มีรัฐธรรมประชาธิปไตยที่แท้จริงฉบับแรกของประเทศไทย และจัดให้มีการปกครองจากการเลือกตั้งตามหลัก.. “ประชาธิปไตยทางผู้แทน”(Representative Democracy) จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปแบบประชาธิปไตยที่แท้จริง...ก็จะได้ผู้แทนของปวงชนชาวไทยที่แท้จริงขึ้นมาใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชนในองค์กรแห่งอำนาจอธิปไตย คือ รัฐสภา รัฐบาล ตามครรลองระบอบประชาธิปไตย และวิถีทางรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยที่แท้จริงต่อไป เมื่อมีรัฐบาลและรัฐสภาประชาธิปไตยที่แท้จริงแล้ว... คสช.และการปกครองเฉพาะกาลทั้งสิ้น เช่น รัฐบาลเฉพาะกาล รัฐสภาเฉพาะกาล ก็ยุบเลิกไปเพราะภารกิจสร้างประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่านได้รับการปฏิบัติให้บรรลุความสำเร็จเสร็จสมบูรณ์บริบูรณ์แล้ว

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการจะเป็นคุณูปการต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างยิ่ง

ขอแสดงความนับถือเป็นอย่างยิ่ง

(นายคงฤทธิ์ สีหานาถ)
รักษาการณ์ประธานกรรมการสภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ

(นายสมาน ศรีงาม)
ที่ปรึกษาสภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ
เลขาธิการทั่วไปขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาต
ประธานคณะธรรมยาตรากอบกู้รักษาผืนแผ่นดินไทยในกรณีเขาพระวิหาร-มณฑลบูร

(นายพัศไสว แก้วน้ำ)
รักษาการณ์เลขาธิการกรรมการสภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ